Share →

บันได 3 ขั้นสู่ความสำเร็จของธุรกิจ SME

นาทีนี้หากจะกล่าวว่าธุรกิจ SME สร้างเศรษฐีหน้าใหม่ขึ้นมานับไม่ถ้วนก็คงไม่ผิดนัก เพราะนักธุรกิจหลายรายเติบโตมาจากธุรกิจเล็กๆ แต่จับจุดได้ถูกต้อง ก็พัฒนาได้ไวและต่อเนื่อง

จุดเด่นของธุรกิจ SME ที่ว่าอยู่ที่การเป็นธุรกิจขนาดเล็กครับ คำว่า เอสเอ็มอี (SME) เป็นคำย่อมาจากคำว่า Small and Medium Enterprise (SME) แปลว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” โดยผู้ประกอบการทั้งหลายจะสามารถดูแลบริหารกิจการได้ด้วยตัวเอง ครอบคลุมการจ้างงานไม่เกิน 30 คน มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 60 ล้านบาท อันนี้เฉพาะกรณีที่เป็นธุรกิจ SME ค้าปลีกในประเทศไทยนะครับ ซึ่งปัจจุบันก็มีตัวอย่างธุรกิจ SME ที่ประสบความสำเร็จให้เห็นกันอยู่มากมาย แต่เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพธุรกิจ SME ชัดมากขึ้น วันนี้ผมจะขอแนะนำวิถีการดำเนินธุรกิจ “ซูชิบอย” ตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจ SME ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วละกันครับ

ธุรกิจ SME “ซูซิบอย” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 ครับ เป็นธุรกิจ SME ที่เกิดจากความมุ่งมั่นและความรู้ ของคุณกฤษดา สาระคุณ ที่ตัดสินใจนำเงินทุนที่เก็บหอมรอมริบเมื่อตอนยังใช้ชีวิตที่ต่างแดนมาลงทุนเปิดร้านซูชิบอยขึ้นสานฝันความอยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง ซึ่งกว่าจะสำเร็จมาถึงขั้นนี้ได้ ไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยนะครับ เพราะเขาต้องตัดสินใจลาออกจากบริษัทโฆษณาที่ทำมาร่วม 10 ปี นับว่าเป็นก้าวกระโดดที่เปลี่ยนชีวิตหนุ่มครีเอทีฟโฆษณาไฟแรงในยุคนั้นเลยล่ะครับ เพราะใครที่ทำงานประจำน่าจะเข้าใจความรู้สึกลังเลในการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนงานในแต่ละครั้งได้เป็นอย่างดี ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าหลังจากตัดสินใจไปแล้ว ชีวิตจะดำเนินไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้หรือไม่ แต่คุณกฤษดาก็ทำให้เห็นแล้วครับว่าเขาตัดสินใจไม่ผิด เพราะตั้งแต่หลังจากลาออกแล้ว คุณกฤษดาก็ออกเดินทางมุ่งสู่การสานฝันตนเองด้วยการผันตัวเองไปเป็นพ่อครัวที่ออสเตรเลียนานอยู่ 3 ปี ใช้ระยะเวลาช่วงนั้นเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์

จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่พร้อมแล้วจึงค่อยหอบกระเป๋าเดินทางกลับมาเมืองไทยแล้วก็ไม่รอช้า เริ่มจับแนวทางในการทำธุรกิจเป็นของตัวเองด้วยการใช้ความชอบทานอาหารญี่ปุ่นเป็นการส่วนตัวมาเป็นแรงบันดาลใจให้ตัดสินใจลงเรียนทำอาหารญี่ปุ่นอย่างจริงจังและเมื่อความรู้ ความชอบ ทุนทรัพย์มีพร้อมแล้ว ซูชิบอย จึงถือกำเนิดขึ้นได้อย่างที่ตั้งใจ จนปัจจุบันซูชิบอยได้ขยายสาขามาถึง 3 สาขาแล้วในกรุงเทพฯ นับว่าเป็นความสำเร็จในด้านรูปธรรมที่เห็นได้ชัด ส่วนความสำเร็จในด้านนามธรรมก็คือ ยังเป็นที่รู้จักถึงความโดดเด่นของร้านซูชิร้านนี้ที่นอกจากอาหารมีคุณภาพ รสชาติของอาหารจะมีความอร่อยแล้ว ยังเป็นความแตกต่างที่เริ่มต้นจากซูชิสายพานอีกด้วย จากความสำเร็จตรงนี้เองครับที่ทำให้ใครๆ หลายๆ คนที่เริ่มรู้จักคุณกฤษดาทั้งจากโฆษณาทางทีวีหรือจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารต่างๆ หรือแม้แต่จากร้านซูชิบอยที่เขาเป็นเจ้าของเอง ก็คงเริ่มสนใจอยากทำธุรกิจ SME ขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ว่าในการจะเริ่มต้นธุรกิจ SME จริงๆ แล้วจะต้องทำอย่างไร แค่มีทุน มีทำเล ก็สามารถทำได้แล้วจริงหรือไม่ วันนี้ผมมี 3 แนวทางสั้นๆ มาแนะแนวไว้พอเป็นหนทางแด่ผู้ที่มีธุรกิจ SME เป็นความฝันของตน แนะไว้เป็นบันไดในการทำธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจ SME ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ ลองไปดูกันนะครับ

บันไดขั้นแรก : ค้นหา คิดต่าง เพื่อค้นพบ
สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ SME ในยุคที่มีธุรกิจ SME ผุดขึ้นมากมายในเวลาเดียวกันนี้ บันไดขั้นแรกเลยคุณต้องค้นหา คิดให้ต่าง เพื่อค้นพบตัวเองให้เจอ เป็นจุดประกายสำคัญที่ทำให้เห็นคำว่าความสำเร็จอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเลยจริงๆ ครับ โดยเริ่มจากการวัดกำลังตนเอง ก็คือ การรู้จักตัวเองนั่นแหละครับ ประเมินตัวเองอย่างถี่ถ้วนเลยนะครับว่า คุณมีคุณสมบัติที่จะทำธุรกิจ SME นั้น ๆ หรือไม่

สมมตินะครับ ถ้าคุณสนใจธุรกิจ SME ประเภทคาร์แคร์ คุณก็ต้องถามตัวเองว่า คุณมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์หรือไม่ อย่างน้อยๆ คุณก็ควรขับรถเป็น เพราะคุณจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ในเบื้องต้นบ้าง แต่ถ้าคุณขับรถไม่เป็นแล้วล่ะก็ นั่นก็ยังไม่ถึงเวลาที่คุณควรจะทำธุรกิจคาร์แคร์นะครับ ยกเว้นแต่ถ้าคุณสนใจจริงๆ คุณก็ต้องหาความรู้ให้พร้อมก่อนลงทุนทำธุรกิจดังกล่าว

นอกจากความรู้แล้ว คุณก็ต้องถามตัวเองถึงความสามารถของคุณเองด้วยนะครับว่า มีความอดทน มีความขยัน มีความซื่อสัตย์ กล้ายอมรับความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ แล้วหรือยัง เช่น กล้านำเงินออมที่เก็บทั้งชีวิตมาลงทุนหรือไม่ ถามตัวเองให้ดีก่อนนะครับว่า คุณมีความหนักแน่น มีความจริงจัง และกล้าตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน ไม่ต้องรีบร้อนที่จะต้องเค้นคำตอบออกมานะครับ อย่างบางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ในการตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเองเหล่านี้กันเลย ของอย่างนี้ถามตัวเองให้แน่ก่อนดีกว่าครับ ยิ่งคุณรู้จักตัวเองดีเท่าไหร่ การเริ่มธุรกิจ SME ก็ยิ่งมีความเสี่ยงน้อยลงเท่านั้นครับ และเมื่อคุณได้คำตอบแล้วก็มาถึงเวลาค้นหาธุรกิจSME ตัดสินใจเลือกประเภทธุรกิจSME ที่เหมาะสมกับตัวเอง อาจวัดจากความชอบ ความถนัด ความสนใจของตัวเองเป็นหลัก เพราะงานที่รักจะทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่มีความกระตือรือร้น อยากแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับทางธุรกิจ สำรวจฐานะทางการเงินของตัวเองด้วยครับว่ามีเพียงพอต่อการทำธุรกิจ SME นั้นหรือไม่ สำรวจทำเลที่ตั้งให้ดี ถ้าผู้เริ่มต้นธุรกิจSME มีสถานที่เป็นของตัวเอง อยู่ในทำเลดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากผู้เริ่มต้นธุรกิจ SME ยังไม่มีก็ควรมองหาทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น ศูนย์การค้าหรือชุมชน หรือสถานที่ที่อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น ซึ่งก็ต้องคำนึงกันต่อไปครับว่า ทำเลที่ว่าควรใช้วิธีซื้อ หรือเช่าดี โดยดูจากเงินทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากมีเงินน้อย ก็แนะว่าใช้วิธีเช่าจะดีกว่าครับ ปลอดภัยสำหรับธุรกิจ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นในทางหนึ่งด้วย เพราะถ้าหากว่าธุรกิจ SME ที่เริ่มไปแล้วดูท่าไม่ดี จะได้บริหารจัดการเปลี่ยนทำเลได้สะดวกกว่าการซื้อขาด ทั้งนี้ผู้เริ่มต้นธุรกิจ SME ควรศึกษาถึงรายละเอียดของสัญญาด้วยนะครับว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพียงไร

แต่นั่นคือการค้นหาซึ่งก็คงไม่ยากเท่าการคิดต่าง มาถึงจุดนี้ผมแนะว่าให้มองได้ 2 มุมครับ มุมแรก การจะเริ่มต้นจะทำธุรกิจ SME เราจะต้อง “คิดต่าง” ก็คือ การคิด “สิ่งใหม่” ออกมาให้ได้ เมื่อคิดได้แล้วก็ค่อยมาวางแผนทำการตลาดจากสิ่งที่เราคิดต่างออกมา แต่ถ้าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก คิดว่าจะทำอะไรก็มีแต่คนทำไปแล้ว ไม่เป็นไรครับ เรามาว่ากันที่มุมที่สอง ก็คือ ให้คุณตั้งต้นเริ่มจากการมองหาช่องว่างของการตลาดให้เจอสักก่อน อย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องทราบไว้นะครับว่า คนไทยมีความซับซ้อน มีความหลากหลาย มีความชอบอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว ฉะนั้นไม่ต้องเครียดไปครับ ถ้าหากว่าคิดสิ่งใหม่ออกมาไม่ได้จริงๆ เพราะยังมีช่องทางทำการตลาดได้อีกมาก เช่น หากคุณเป็นคนที่มีน้ำสลัดสูตรเด็ดเฉพาะตัวอยู่ในหัวและฝีมือ อาจเริ่มจากการทำสลัดผักพร้อมน้ำสลัดสูตรเด็ดฝีมือคุณเอง ไปแจกจ่ายให้คนทั่วไปได้ลองชิมในย่านสวนสาธารณะหรือสถานที่ออกกำลังกายต่างๆ คือ มองหาทำเลที่เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพก่อนครับ ต่อมาจึงค่อยทำไปขายในแหล่งเดิม กระทั่งมีลูกค้าติดใจในรสชาติ ติดใจในการให้บริการของร้านจนเกิดการบอกกันแบบปากต่อปาก หลังจากนั้นลูกค้าก็จะเดินเข้ามาหาเราเอง เมื่อค้าขายดีขึ้นเรื่อยๆ คุณก็ค่อยหาหนทางสร้างธุรกิจSME ของคุณให้แจ่มชัดขึ้นด้วยการมองหาทำเลดีๆ เปิดร้านขึ้นมาเป็นหลักเป็นแหล่งเรียกลูกค้าเข้าร้าน ซึ่งกว่าจะถึงจุดนั้นได้นักธุรกิจSME ทั้งหลายก็ต้องอดทนฟันฝ่าอุปสรรคอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะครับ อย่างไรก็ตามก็อย่ากลัวที่จะคิดต่างกันเลยครับและอย่ากลัวที่จะเริ่มต้นในสิ่งที่คุณค้นพบ เพราะถ้าคุณค้นพบตัวเองได้แล้ว นานาอุปสรรคที่ไม่อาจคาดเดาได้แต่พร้อมมาเยี่ยมคุณเสมอทุกเมื่อ ผมมั่นใจว่าคุณๆ ทั้งหลายต่างก็สามารถเอาชนะมันได้อย่างแน่นอน ก็ด้วยความรัก ความชอบ ความตั้งใจทำในธุรกิจ SME ของคุณที่คุณค้นเจอนั่นไงล่ะครับ

บันไดขั้นสอง : วางแผนบริหารอย่างรัดกุม
การวางแผนคือบันไดก้าวที่สองที่จะทำให้คุณเห็นช่องทางการบริหารธุรกิจ SME ระยะยาวอย่างเป็นทางการมากขึ้น คุณคงไม่ได้เริ่มธุรกิจ SME เพียงแค่อยากทำกิจการฆ่าเวลาเล่นๆ สักเดือนสองเดือนหรอกจริงมั้ยครับ อีกทั้งการเริ่มธุรกิจไม่ว่าจะธุรกิจประเภทใดแล้วต่างก็ต้องใช้การลงทุนกันทั้งนั้น ในการเริ่มทำธุรกิจ SME ก็เช่นเดียวกัน นักธุรกิจ SME ต้องรู้จักวางแผนเพื่อวางระบบการบริหารดูแลกิจการในทุกๆ ด้าน นับตั้งแต่การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจSME ที่ต้องมีความชัดเจนว่าคุณจะทำอะไร คุณจะทำที่ไหน คุณจะทำอย่างไร และผลที่คาดว่าจะได้รับนั้นเป็นอย่างไร โดยผู้เริ่มต้นธุรกิจ SME ต้องคำนึงต่อไปอีกด้วยนะครับว่า เมื่อคุณตั้งเป้าขึ้นมาแล้ว คุณจะสามารถทำตามที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ รูปแบบของธุรกิจ SME นี้จะเป็นแบบ เป็นเจ้าของคนเดียวหรือเป็นห้างหุ้นส่วน ซึ่งความรับผิดชอบก็จะแตกต่างกันไป หากเป็นเจ้าของคนเดียวแน่นอนครับว่า คุณต้องรับผิดชอบคนเดียวในทุกๆเรื่อง แต่ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนที่หมายถึงการมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปแล้ว ความรับผิดชอบก็จะมีการกระจายออกไป ต้องวางแผนแบ่งสัดส่วนความรับผิดชอบให้ชัดเจนว่า แต่ละคนมีความรับผิดชอบในแต่ละส่วนมากน้อยอย่างไร จากนั้นก็มาสู่การหาแหล่งเงินทุน โดยปกติแล้วเงินทุนก็จะมาจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ เงินทุนที่อยู่ในมือกับเงินทุนที่มาจากการกู้ยืม เดี๋ยวจะกล่าวอีกทีในตอนท้ายครับ ถัดมาในส่วนของสินค้าหรือบริการที่จะผลิต เราก็ต้องคำนึงให้สอดคล้องกับข้อมูลความต้องการของลูกค้าและดูความเหมาะสมของตลาดครับว่าจะจัดจำหน่ายในลักษณะใดได้บ้าง เช่น ขายให้กับลูกค้าโดยตรง ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีผู้แทนจำหน่าย หรือหลายวิธีรวมกัน รวมไปถึงการวางแผนในเรื่องของพนักงาน เพราะก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจ SME ของคุณสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

ทีนี้มาว่ากันต่อถึงการวางแผนการจัดการทางการเงินกันนะครับที่ค้างไว้ข้างบนนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำธุรกิจSME เพราะการวางแผนการใช้จ่ายเงินจะช่วยให้เราวางแผนบริหารให้เงินในธุรกิจSME ให้คงสภาพหมุนเวียนคล่องไว้ได้ตลอด โดยมีสิ่งที่ช่วยให้รู้ฐานะการเงินของเรา นั่นก็คือ การทำบัญชีงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นงบดุล งบกำไรขาดทุน ประมาณการรายรับรายจ่าย เป็นต้น นอกจากนี้ผู้เริ่มต้นธุรกิจ SME ยังต้องแบ่งส่วนเงินทุนหมุนเวียนไว้เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในกิจการ เช่น เงินเดือนพนักงาน เงินจัดซื้อวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยเงินเหล่านี้ต้องควบคุมให้พอใช้ไม่ขาดมือนะครับ เพราะถ้าผู้ประกอบการสะดุดกับภาวะการเงินแล้ว กิจการที่เริ่มต้นลงทุนลงแรงไปก็อาจได้รับผลกระทบสะดุดหยุดชะงักลงได้

เฉกเช่นเดียวกับธุรกิจSME “ซูชิ บอย” ของคุณกฤษดาที่มองธุรกิจSME ของตัวเองว่ายังไม่ใช่นักธุรกิจระดับผู้ประกอบการรายใหญ่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการบริหารการเงินอย่างรัดกุม ซึ่งผู้ที่ทำธุรกิจขนาดเล็กอย่าง SME อาจแบ่งเงินทุนออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกนำไปลงทุน เดินเข้าธนาคารเพื่อขอคำแนะนำ เพราะแต่ละธนาคารจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะช่วยให้เงินทุนเหล่านี้งอกเงยได้ ส่วนที่สองนำมาลงทุนทำธุรกิจ และส่วนสุดท้ายเก็บสำรองไว้ แม้ว่าการเดินเข้าไปขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคารอาจจะเป็นข้อเสียเพราะมันก็คือการกู้ยืมดีๆ นี่เอง มากกว่านั้นยังอาจเป็นเรื่องยากสำหรับนักธุรกิจSME หน้าใหม่ เนื่องจากไม่ได้รับความเชื่อถือ ดังนั้นการสร้างเครดิตหรือความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของเราได้คือ ผลการดำเนินงานของธุรกิจSME ที่ผ่านมา รวมถึงสถานะทางการเงิน เช่น งบการเงินต่าง ๆ ประมาณการกำไรที่คาดว่าจะได้รับ เห็นมั้ยล่ะครับว่าการวางแผนบริหารอย่างรัดกุมเป็นบันไดขั้นแรกที่สำคัญสำหรับการทำธุรกิจSME อย่างยิ่ง ในคราวเดียวกันสำหรับผู้เริ่มธุรกิจ SME หน้าใหม่แล้วก็ถือว่ายังได้รับข้อดีอยู่เหมือนกันนะครับสำหรับการขอวงเงินสินเชื่อจากธนาคาร เพราะคุณจะได้ประโยชน์ทางด้านองค์ความรู้ในการทำธุรกิจ SME ร่วมด้วยโดยที่คุณไม่ต้องไปนั่งงมเข็มในมหาสมุทรหรือเสียค่าใช้จ่ายว่าจ้างกูรูดีๆ มาเป็นที่ปรึกษาให้แก่คุณ

บันไดขั้นสุดท้าย : หูตาว่องไว
อย่าคิดไปไกลครับ ผมไม่ได้หมายถึงให้คุณอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่น เรื่องของชาวบ้านในทำนองนั้น แต่หมายถึง การมีหูตาไวที่จะสอดส่องตลาดลูกค้าหรือคู่แข่ง เพื่อให้รู้ข้อมูลของลูกค้าอยู่เสมอนั่นเอง โดยเฉพาะผู้เริ่มต้นธุรกิจSME นอกจากจะสำรวจตัวเองแล้วยังควรสำรวจความต้องการสินค้าหรือบริการด้วยครับว่า มีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด วัยใด เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการผลิตสินค้าชนิดใหม่ต่อไป เป็นประโยชร์ต่อธุรกิจSME ระยะยาว ประกอบกับควรรู้ข้อมูลของคู่แข่งด้วยเช่นกัน เพราะธุรกิจSME ในปัจจุบันมีมากมาย เราถึงจำเป็นต้องทราบครับว่า คู่แข่งของเราเป็นอย่างไร มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร

แต่การรู้มูลของคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปิดบังข้อมูลเหล่านี้ ดังนั้นคุณจึงต้องมีความแอคทีฟ กระตือรือร้น ตามทันกระแสโลกอยู่พอสมควร โดยเฉพาะช่องทางในกระแสโซเชียลมีเดียทั้งหลาย คุณทราบหรือไม่ว่าทุกช่องทางล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ SME ทั้งนั้น เพราะถ้าคุณศึกษาและใช้มันให้เป็น บรรดา FACEBOOK , TWITTER, INSTAGRAM เหล่านี้ล้วนแต่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจSME ของคุณทั้งสิ้น ไม่มีช่องทางใดแล้วที่จะเป็นช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้า รวมถึงเข้าถึงข้อมูลของคู่แข่ง รับฟังเสียงสะท้อนจากลูกค้าได้โดยตรงและรวดเร็ว เพราะการดูแลลูกค้าไม่ใช่การดูแลผลกำไร องค์ประกอบที่ส่งผลระยะยาวกับการพิชิตใจลูกค้านั่นคือ การให้ความสนใจกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่าการให้ความสนใจในอัตราการเติบโตของธุรกิจSME และผลกำไร แน่นอนว่าเรื่องของผลกำไรนั้นเป็นสิ่งจำเป็นครับ แต่การเติบโตของธุรกิจ SME ในระยะยาวนั้นก็มีผลมาจากลูกค้าที่เป็นลูกค้าระยะยาวด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นก็จะเป็นผลมาจากการทำธุรกิจSME ที่รับฟังทุกๆอย่างจากหลายๆ ช่องทาง โดยช่องทางอย่างโซเชียลมีเดียที่ผมบอกไปแล้วก็เป็นช่องทางที่ทำให้เจ้าของธุรกิจSMEกับลูกค้ามีการรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้สะดวกที่สุดในเวลานี้ หมดยุคแล้วครับกับการนั่งรอความเห็นจากใบรับแสดงความคิดเห็นที่คุณทิ้งไว้บนโต๊ะอาหารในร้านอาหารของคุณ ไม่มีใครแล้วครับที่จะคว้ากระดาษใบเล็กๆเหล่านั้นมานั่งเขียน ถ้าคุณมัวแต่รอความเห็นจากตรงนั้น ธุรกิจSMEของคนอื่นคงก้าวแซงนำธุรกิจ SME ของคุณไปแล้วสามก้าวกระโดดก็ว่าได้

ไม่เพียงเท่านี้ในการทำธุรกิจ SME คุณยังจะต้องหูตาว่องไวในการหมั่นค้นคว้า เปิดหูเปิดตา เปิดโลก เปิดใจ เปิดรับความคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่าประมาทคิดว่าเรารู้ดีทุกอย่างแล้วครับ เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน โลกเปลี่ยนไปเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องรู้จักขวนขวาย เพื่อพัฒนาธุรกิจSME ให้ตอบสนองความต้องการของตลาดของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ

เสร็จสิ้นกันไปแล้วนะครับกับบันได 3 ขั้นสู่ความสำเร็จของธุรกิจSME อย่างไรก็ตามคุณผู้อ่านทุกท่านจงใช้ความเป็นตัวของตัวเองขุดความกล้าที่มีอยู่ในตัวมาเป็นจุดเริ่มต้นลงมือทำธุรกิจSME กันด้วยนะครับ ผมเชื่อครับว่าเพียงเท่านี้ความสำเร็จที่จะได้ถูกบันทึกในอีกหนึ่งหน้าธุรกิจSME เช่นเดียวกับ คุณกฤษดา เจ้าของซูชิบอย ธุรกิจSME ที่ประสบความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินฝันของคุณแล้วล่ะครับ

Share →
0 comments
Read more:
Tutorial MV
Close