Share →

แท็ก Title

ส่วน Title ในหน้าเพจจะเป็นส่วนที่อธิบายเนื้อหาของเพจได้อย่างถูกต้องมากที่สุด มันเป็นส่วนที่สำคัญทั้งในส่วนของการรับรู้ของผู้ใช้และการทำ search engine optimization

การสร้างแท็ก Title ที่ดีเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นสิ่งง่ายๆ ในการทำ SEO ในส่วนต่อไปจากนี้จะเป็นคำแนะนำในการสร้างแท็ก Title ที่ดีที่สุดสำหรับ search engine และมีประโยชน์ในการใช้งานอีกด้วย

แท็ก Title ของบางเพจจะปรากฏที่อยู่ด้านบนสุดของ browser และบ่อยครั้งมันจะเป็นหัวข้อที่จะถูกใช้ในการแชร์ผ่าน social media

คำนึงถึงความยาวของประโยค

Search engine สามารถแสดงตัวอักษรในแท็ก Titleได้ 65-75 ตัวแรกเท่านั้นในหน้าผลลัพธ์ของการค้นหา (ส่วนความยาวที่เกิน ทาง engine จะแสดงในลักษณะ “…” เพื่อบ่งบอกว่ามีการตัดแท็ก title ออกไป) นี้เป็นข้อจำกัดสำหรับเว็บไไซด์โดยทั่วไป ซึ่งการรับรู้ข้อจำกัดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดี ถึงอย่างไรก็ตามถ้าคุณมีเป้าหมายที่จะมี keyword หลายๆ ตัว (หรือ มีวลี keyword ที่ยาว) และมันมีความจำเป็นต้องใส่ในแท็ก Title เพื่อใช้ในการจัดอันดับ เราก็แนะนำให้คุณใส่ข้อความได้ยาวกว่าข้อกำหนดที่ระบุไว้

วาง Keyword ที่สำคัญไว้ในส่วนแรก

การวางคำ Keyword ใกล้กับส่วนเริ่มต้นของแท็ก Title มันจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการจัดอันดับและยังช่วยให้ผู้ใช้เลือกที่จะคลิ๊กเว็บไซด์ของคุณในหน้าแสดงผลของการค้นหาอีกด้วย

การใช้ Keyword ในแท็ก Title นั้นหมายความว่า search engine จะทำตัวหนาในข้อความนั้นในหน้าผลลัพธ์การค้นหาเมื่อผู้ใช้ทำการค้นหาคำเหล่านั้น สิ่งนี้จะช่วยทำให้ผู้ใช้สะดุดตาและเพิ่มอัตราการคลิ๊กผ่านเข้ามาอีกด้วย

อิทธิผลของ Branding

บางเว็บไซด์นิยมติดทุกแท็ก Title ด้วยชื่อของผลิตภัณฑ์ของตนเอง ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการเพิ่มการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตราการเลือกคลิ๊กเข้ามาสำหรับคนที่ชอบหรือคุ้นเคยกับชื่อผลิตภัณฑ์นั้น บางครั้งมันก็ดูเหมาะสมถ้าเราจะเอาชื่อผลิตภัณฑ์เช่น ชื่อโฮมเพจของคุณ วางไว้ในส่วนเริ่มต้นของแท็ก  โดยคำที่อยู่ในส่วนเริ่มต้นของแท็กจะมีน้ำหนักในการพิจาณามากดังนั้นคุณจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าอะไรคือสิ่งที่คุณจะให้ความสำคัญในการจัดอันดับ

ตระหนักถึงเนื้อหาของข้อความและผลกระทบทางด้านอารมณ์

แท็ก Title ควรจะมีความชัดเจนในความหมายและสามารถอ่านเข้าใจได้ง่าย การสร้างแท็ก Title ที่น่าสนใจจะสามารถดึงคนเข้ามาจากหน้าแสดงผลลัพธ์ของการค้นหา และสามารถช่วยเพิ่มคนเข้าชมในเว็บไซด์ได้ ดังนั้นมันจึงสำคัญมากไม่ที่จะหาจุดที่เหมาะสมที่สุดของการใช้ keyword แต่ยังต้องคำนึงถึงสิ่งที่ผู้ใช้จะได้รับด้วย แท็ก Title จะเป็นสิ่งแรกที่ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ของคุณและมันจะควรจะสร้างความประทับใจในเชิงบวกมากที่สุดเท่าที่ทำได้

แท็ก Meta

แท็ก Meta เคยถูกใช้สำหรับการให้ข้อมูลของเนื้อหาในเว็บไซด์ โดยแท็ก meta ขั้นพื้นฐานหลายอันได้ถูกแสดงไว้ด้านล่างพร้อมกับคำอธิบายการใช้งาน

Meta Robots

แท็ก Meta Robots ใช้ในการควบคุมการทำงานของ spider ของ search engine (สำหรับทุก engine หลัก) ในระดับหน้าเพจ มีหลายวิธีที่จะใช้ meta robots เพื่อควบคุมการเข้าถึงของ search engines

  •  Index/noindexเป็นการบอกให้ engine ว่าเพจนี้ควรจะcrawl และเก็บ index หรือไม่ หากคุณเลือกใช้ “noindex” เพจนี้จะไม่ถูกพิจารณาโดย engine โดยทั่วไปแล้ว search engine จะสมมุติว่ามันจะสามารถเข้าทำ index ได้ทุกเพจ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ “index”
  •  Follow/nofollowเป็นการบอก engine ว่าลิงค์ในเพจนี้ควรจะ crawl หรือไม่ ถ้าคุณเลือกที่จะใช้ “nofollow” จะส่งผลทำให้ engine จะไม่สนใจที่เข้าไปในลิงค์เพื่อใช้ในการจัดอันดับ โดยทั่วไปแล้ว search engine จะสมมุติว่ามันจะสามารถเข้าไปในลิงค์ได้ทุกเพจ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ “follow”

           ตัวอย่างการใช้งาน : <META NAME=”ROBOTS” CONTENT=”NOINDEX, NOFOLLOW”>

  •  noarchive จะถูกใช้เพื่อไม่ให้ search engine ทำการคัดลอกหน้าเพจ โดยทั่วไปแล้ว search engine จะเก็บหน้าเพจที่สามารถมองเห็นได้เป็น index ซึ่งผู้ค้นหาจะเข้าผ่านลิงค์ “cached”ในหน้าผลลัพธ์
  •  Nosnippetเป็นการบอก engine ว่าให้เว้นการแสดงชุดข้อความคำอธิบายที่อยู่ถัดจาก Title ของเพจ และ URL ในหน้าผลลัพธ์
  •  noodp/noydir เป็นแท็กพิเศษเพื่อจะบอกให้ engine ไม่ต้องเก็บส่วนคำอธิบายเกี่ยวกับเพจจาก Open Directory Project (DMOZ) หรือ the Yahoo! Directory สำหรับการแสดงผลลัพธ์การค้นหา

X-Robots-Tag HTTP header จะมีลักษณะเหมือนกับที่กล่าวมา แต่เทคนิคนี้จะสามารถใช้งานได้ดีในเนื้อหาที่ไม่ได้อยู่ในรูปของ HTML อย่างเช่น รูปภาพ

แท็ก Meta Description

แท็ก meta descriptionเป็นคำอธิบายสั้นของเนื้อหาในเพจ โดย Search engine จะไม่ใช้ Keyword หรือ ข้อความในแท็กนี้สำหรับการจัดอันดับ แต่แท็กmeta description จะเป็นแหล่งหลักสำหรับการทำข้อความสรุปสำหรับคำอธิบายที่อยู่ส่วนล่างของรายชื่อในหน้าเพจผลลัพธ์ของการค้นหา

แท็ก meta description มีหน้าที่เหมือนคำโฆษณาที่ทำหน้าที่ชักชวน ให้ผู้ค้นหาเลือกที่จะเข้าเว็บไซด์ของคุณจากหน้าเพจผลลัพธ์ของการค้นหา  ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างมากสำหรับการตลาดด้านการค้นหา การสร้างสรรค์,คำอธิบายที่ดีและมีการใช้คำ keyword (Google จะใช้ตัวเข้มกับคำที่ตรงกับคำที่ใช้ค้นหา) จะส่งผลทำให้มีอัตราการคลิ๊กผ่านที่สูงขึ้นกับเพจของคุณ

Meta descriptions สามารถมีความยาวแค่ไหนก็ แต่ Search engine ปกติจะตัดส่วนไม่ยาวเกิน 160 ตัวอักษร ดังนั้นจึงควรเขียนให้อยู่ในข้อจำกัดดังกล่าว

ในกรณีที่ไม่มีคำอธิบายใน meta descriptions ทาง Search engine จะสร้างส่วนของคำอธิบายจากบางส่วนของข้อความในเพจ สำหรับเพจที่มี keywordและหัวข้อหลายอัน วิธีการไม่ใส่คำอธิบายใน meta description อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี

+++ไม่สำคัญเหมือนกับแท็ก Meta+++

Meta Keywords

แท็ก meta keywords ไม่มีประโยชน์หรือมีผลต่อการ optimization ของ search engine เลย สาเหตุที่meta keyword จึงไม่ถูกนำมาใช้ในพิจารณาสามารถหาอ่านได้จากMeta Keywords Tag 101จาก SearchEngineLand.

Meta refresh, meta revisit-after, meta content type, และอื่นๆ

ถึงแม้ว่าแท็กเหล่านี้จะถูกใช้ในขบวนการ Optimization ของ search engine แต่พวกมันมีผลเพียงเล็กน้อยมากต่อกระบวนการ ซึ่งจะสามารถหาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Google’s Webmaster Tools Help ในส่วนของ – Meta Tags.

คำแนะนำในการสร้าง URL

ใส่ใจในสิ่งทำ

คิดว่าเราเป็นผู้ใช้แล้วมองไปที่ URL ของคุณ ถ้าคุณรู้สึกว่าง่ายและสามารถเข้าใจถึงเนื้อหาในเพจได้อย่างถูกต้องแล้ว URL ของคุณก็เหมาะสมที่จะใช้งาน คุณไม่จำเป็นต้องใส่ทุกรายละเอียดลงใน URL แต่ให้ไอเดียคร่าวๆ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้นก็พอ

ยิ่งสั้นยิ่งดี

URL ที่สามารถเข้าใจได้เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งมีความยาวที่น้อยจะช่วยให้ URL ของคุณยิ่งง่ายต่อการ copy และ paste (ลงใน email, โพส blog, ข้อความ เป็นต้น) และจะสามารถเห็นได้ครบในหน้าผลลัพธ์ของการค้นหาอีกด้วย

การใช้ Keyword นั้นเป็นสิ่งสำคัญ (แต่ใช้เยอะเกินไปก็อันตราย)

ถ้าเพจของคุณมีเป้าหมายเป็นคำหรือวลีเฉพาะ คุณควรจะใส่มันลงไปใน URL ด้วย ถึงอย่างไรก็ตาม อย่าให้มันเยอะจนเกินไปในการที่จะใส่ Keyword หลายตัวเพื่อที่จะทำ SEO ซึ่งการใช้เยอะเกินไปจะส่งผลทำให้ URL มีคุณค่าน้อยลงและอาจจะถูกกักกันโดยตัวป้องกัน spam อีกด้วย

ใช้แบบ Static

URL ที่ดีควรจะให้คนทั่วไปสามารถอ่านเข้าใจได้โดยไม่มีพารามิเตอร์,ตัวเลข หรือ สัญลักษณ์มากมาย การใช้เทคโนโลยีเช่น mod-rewrite ใน Apache และ ISAPI_rewrite สำหรับ Microsoft จะทำให้คุณเปลี่ยน URL แบบ dynamic เช่น www.seomoz.org/blog?id=123  มาเป็นแบบที่อ่านเข้าใจได้ เช่น http://www.seomoz.org/blog/google-fresh-factor ซึ่งพารามิเตอร์แบบ dynamic ใน URL จะส่งผลทำให้อันดับและ index โดยรวมมีค่าต่ำลง

ใช้เครื่องหมายลบ (hyphen) ในการแยกคำ

ไม่ใช้ทุก web application จะสามารถแปลความหมายสัญลักษณ์ตัวคั่นออกเช่น “_”, “+” หรือ เว้นวรรค “%20” ดังนั้นควรจะใช้เครื่องหมายลบ (hyphen) ในการแยกคำใน URL อย่างเช่น google-fresh-factor

การซ้ำกันของเนื้อหา

เนื้อหาที่ซ้ำกันนี้เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของเว็บไซด์ที่ต้องเผชิญ ในหลายๆ ปีที่ผ่านมาSearch engine ได้พยายามแก้ปัญหาดังกล่าวนี้และการทำเนื้อหาซ้ำกันนั้นจะมีบทลงโทษและมีการปรับลดอันดับลงด้วย

Canonicalization  เกิดขึ้นเมื่อมีการทำซ้ำของเว็บเพจสองแห่ง หรือมากกว่าใน URL ที่แตกต่างกัน นี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติกับระบบจัดการเนื้อหาในรูปแบบใหม่ ตัวอย่างเช่น คุณเสนอรูปแบบปกติสำหรับการอ่าน และอีกเวอร์ชั่นสำหรับการพิมพ์ ซึ่งมีเนื้อหาเดียวกัน การทำซ้ำของเนื้อหาสามารถปรากฏได้ในหลายๆ เว็บไซด์ สำหรับ Search engine นี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งเวอร์ชั่นของเนื้อหาอันไหนที่ควรจะแสดงให้ผู้ค้นหาดูนั้นเป็นปัญหาสำคัญ

Engine จะเลือกอย่างพิถีพิถันในเวอร์ชั่นที่ซ้ำกันของเนื้อหา เพื่อให้ผู้ค้นหาได้ในสิ่งที่ดีที่สุด ทาง Search engine ไม่ต้องการที่จะแสดงเพจที่มีเนื้อหาซ้ำกัน ซึ่งทำให้ต้องมีการเลือกเวอร์ชั่นที่เป็นตัวหลัก ซึ่งผลของการเลือกในส่วนของข้อมูลที่ซ้ำนั้น จะส่งผลให้คุณได้อันดับที่แย่กว่าที่คุณควรจะเป็น

Canonicalization เป็นการจัดการกับเนื้อหาในทางปฏิบัติซึ่งทุกอันที่มีเนื้อหาเหมือนกันถ้าคุณยอมให้มีเนื้อหาในหลายเวอร์ชั่นในเว็บไซด์ คุณอาจจะต้องเผชิญกับการที่ engine พิจารณาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ควรจะมาใช้ เพชรอันไหนคือเพชรจริงกันแน่?

ถ้าเจ้าของเว็บไซด์มีสามหน้าและใช้ 301-redirected กับมัน ตัว search engine จะสามารถทราบว่ามีเพจเพียงหนึ่งอันเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าเพจที่สำคัญที่สุดที่จะใช้แสดงในหน้าผลลัพธ์ของการค้นหา

          เมื่อมีหลายเพจที่ซึ่งสามารถทำอันดับดีได้ แล้วเรานำเพจเรานั้นมารวมกันเป็นเพจเดียว เพจเหล่านนั้นไม่เพียงจะไม่แข่งขันกันเองแล้ว แต่จะเสริมความแข็งแกร่งของความเกี่ยวเนื่องและความนิยมเพียงอันเดียว นี้จะมีผลกระทบเชิงบวกต่อการจัดอันดับของ search engine

แท็ก Canonical สามารถช่วยได้!

อีกทางเลือกสำหรับ search engine คือการใช้ “แท็ก Canonical URL” ซึ่งเป็นการลดการทำซ้ำของเนื้อหาในเว็บไซด์ลง เป็นการทำ canonicalize อีกด้วย สิ่งนี้จะถูกใช้ในกรณีที่มีหลายเว็บไซด์ที่แตกต่างกัน (จาก URL บนโดเมนหนึ่งไปยัง URL อื่นๆ บนโดเมนที่แตกต่างกัน) การใช้แท็ก canonical ในเพจซึ่งมีเนื้อหาซ้ำกัน  “target” ในแท็ก canonical จะบอก URL หลักที่คุณต้องการที่จะทำการจัดอันดับ

          <link rel=”canonical” href=”http://www.seomoz.org/blog”/>

สิ่งนี้จะบอกให้ search engine รู้ว่าหน้าเพจนี้ควรจะถูกจัดการในลักษณะเป็นตัวคัดลอกมาจาก URL ที่ชื่อ www.seomoz.org/blog engine จะกลับไปทำงานที่ URL ต้นฉบับในทุกลิงค์และทุกองค์ประกอบของเนื้อหา

ในมุมมองของ SEO เรามองว่า Attribute ของแท็ก Canonical URL มีลักษณะเหมือนกัน 301 redirect ในหลายๆ ด้าน คุณจะต้องบอก engine ว่าเพจหลายๆอันนั้น ควรจะถูกพิจารณาเหมือนเป็นแค่หนึ่งเพจ (ซึ่งเหมือนกับ 301 ทำ) โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ชมไปยัง URL ใหม่ ซึ่งช่วยลดภาระของทีมพัฒนาของคุณอีกด้วย

RichSnippets

เคยเห็นอันดับแบบ 5 ดาวในหน้าผลลัพธ์ของการค้นหาหรือเปล่า? เป็นไปได้ search engine ได้รับข้อมูลจาก rich snippet ที่ดีในเว็บเพจ ซึ่ง Rich snippet เป็นประเภทของข้อมูลแบบโครงสร้างซึ่งยอมให้เว็บมาสเตอร์ทำการให้ข้อมูลกับ search engine ได้ ในขณะที่การใช้rich snippet และข้อมูลแบบโครงสร้างนั้นไม่มีข้อกำหนดพิเศษใดๆในการออกแบบให้ทำงานได้อย่างดีกับ search engine นั้นหมายความว่า เว็บมาสเตอร์ผู้ที่ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์กับมันได้จะสามารถสร้างโอกาสที่ได้เปรียบได้

ข้อมูลแบบโครงสร้างหมายถึงการเพิ่มเติมให้ในส่วนของเนื้อหาซึ่ง search engine สามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าสิ่งที่อยู่ในเนื้อหาภายในเว็บ Schema.org ได้ให้ตัวอย่างของข้อมูลไว้หลายอย่างที่ได้ประโยชน์จากการเพิ่มสิ่งนี้เข้าไป ไม่ว่าจะเกี่ยวกับบุคคล, สินค้า, รีวิว , ธุรกิจ, สูตรอาหาร และ เหตุการณ์

บ่อยครั้งที่ search engine ประกอบด้วยข้อมูลแบบโครงสร้างในผลลัพธ์ของการค้นหา เช่นในกรณีที่เป็นการรีวิวของผู้ใช้ (เครื่องหมายรูปดาว) และโฟรไฟล์ของผู้แต่ง(รูปภาพ)

+++ปกป้องชื่อเสียงของเว็บไซด์ของคุณ+++

หัวขโมยแย่งอันดับดีๆ ไปจากคุณได้อย่างไร

โชคไม่ดีเท่าไร ที่โลกอินเตอร์เน็ตเต็มไปด้วย หลายแสนเว็บไซด์ (หรือบางทีอาจจะเป็นล้าน) ที่ไร้จรรยาบรรณ และมีการขโมยเนื้อหาจากเว็บไซด์อื่นเพื่อนำมาใช้ในเว็บไซด์ของตน (บางครั้งอยู่ในรูปที่แตกต่างออกไป) การกระทำเช่นนี้ที่มีการขโมยเนื้อหาและนำมาใส่ลงไปในเว็บไซด์ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “scraping” และพวกหัวขโมยแบบนี้มักจะสามารถสร้างรายได้สูงจากเนื้อหาเหล่านั้นและการโฆษณาอีกด้วย

           เมื่อไรที่มีการเผยแพร่เนื้อหาในรูปแบบของการ feed เช่น RSS/XML หรืออื่นๆ ขอให้มั่นใจว่ามีการ ping ไปยัง blogging/tracking service (เช่น Google, Technorati, Yahoo! เป็นต้น) คุณสามารถพบคู่มือในการ ping ไปยังบริการอย่างเช่น Google และ Technorati ในเว็บไซด์เหล่านั้นโดยตรง หรือใช้บริการที่มีระบบอัตโนมัติ เช่น Pingomatic ถ้าคุณใช้ซอฟแวร์ในการเผยแพร่เนื้อหา คุณควรที่จะมีระบบ auto-pinging ภายในโปรแกรมเลย

           วิธีการป้องกันแบบต่อมา คุณสามารถใช้ความขี้เกียจของหัวขโมยเป็นเครื่องป้องกันได้ หัวขโมยส่วนใหญ่มักจะเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่ได้มีการแก้ไขใดๆทั้งสิ้นเลย ซึ่งนั้นก็รวมถึงลิงค์ที่กลับมายังเว็บไซด์ของคุณด้วย คุณสามารถมั่นใจได้ว่า search engine จะสามารถรับรู้ถึงลิงค์ที่กลับมายังเว็บไซด์ของคุณ (ซึ่งนั้นจะเป็นตัวชี้ว่า ข้อมูลในเว็บไซด์ของคุณคือต้นฉบับ) การทำเช่นนี้ คุณจำเป็นที่ใช้โครงสร้างลิงค์ในแบบ absolute link ไม่ใช่แบบ relative link เช่นในตัวอย่างต่อไปนี้

 <a href=”../>Home</a>

คุณควรจะใช้เป็น

<a href=”http://www.seomoz.org”>Home</a>

 นี้เป็นหนทางหนึ่งที่จะกั้นหัวขโมยจากการคัดลอกเนื้อหาของคุณ ซึ่งลิงค์เหล่านี้จะยังคงชี้กลับมายังเว็บไซด์ของคุณ

          มีอีกหลายวิธีที่ซับซ้อนและดีกว่านี้ในการป้องกันการ scraping แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกหัวขโมยจะโง่ไปหมดทุกคน คุณคงคาดหวังว่าเว็บไซด์ของคุณน่าจะได้รับความนิยม เมื่อไรที่ได้รับความนิยมมากขึ้น การ scraping ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย หลายครั้งคุณอาจจะไม่สนใจกับสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าเหตุการณ์มันรุนแรงมาก คุณควรจะใช้นโยบายทางด้านกฎหมายเป็นตัวจัดการปัญหานี้

บทความต่อไป: บทที่ 5 การวิจัยคำ keyword

บทความที่แล้ว: บทที่ 4 หลักการออกแบบและการพัฒนาเว็บไซต์ที่ดีสำหรับการเข้าถึงของ search engine เบื้องต้น ตอนที่ 1

Share →
0 comments
Read more:
icon
สร้างภาพแบบ Art ในสไตล์ Split Tone ใน Photoshop

Close