Share →

“แผนธุรกิจ” เรื่องที่คนทำธุรกิจควรรู้

ท่านผู้ประกอบการทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการมือใหม่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ถ้าต้องการไปขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนำมาลงทุนทำกิจกรรม มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง บางท่านอาจไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย อันนี้แนะนำให้ลองหาข้อมูลการขอสินเชื่อเพื่อประกอบความเข้าใจเพิ่มเติม หรือสามารถโทรสอบถามจากธนาคารที่ต่างๆ ได้ แต่สำหรับบางท่านพอทราบข้อมูลบ้างแล้ว แต่ติดปัญหาตรงที่ว่า ได้ยินเกี่ยวกับ “การทำแผนธุรกิจ” ยังไม่รู้ว่าแผนธุรกิจที่ว่าทำอย่างไร และมีเคล็ดลับในการเขียนเพื่อให้น่าเชื่อถืออย่างไร ในบทความนี้จะทำให้ท่านเข้าใจเรื่องนี้ได้แน่นอน

แผนธุรกิจ (Business Plan) คือ แผนการดำเนินงานธุรกิจของเรา เป็นสิ่งที่แสดงรายละเอียดการดำเนินงานอย่างละเอียดชัดเจน ทั้งในเรื่องของวัตถุประสงค์ การปรับปรุงธุรกิจ การดำเนินการ ขั้นตอนต่างๆ ต้องใช้งบเท่าไหร่ ผลออกมาได้มากน้อยแค่ไหน เรียกว่าเป็นบทสรุปของธุรกิจที่แสดงตั้งแต่ต้นจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ซึ่งแผนธุรกิจที่ว่ามานี้จะเป็นแผนธุรกิจขนาดสั้นหรือยาวก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและวัตถุประสงค์

ประโยชน์หลักๆ ของการเขียนแผนธุรกิจ คือ เป็นเอกสารที่ใช้เพื่อเสนอขอสินเชื่อ เพื่อดูความเป็นไปได้ของธุรกิจ อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจได้ว่าหากให้สินเชื่อไปแล้ว ในอนาคตผู้ประกอบจะสามารถหาเงินมาใช้ได้ตามสัญญา เนื่องจากการขอกู้เงินมาประกอบธุรกิจ หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไรเลย ก็คงเป็นการยากที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นๆ จะให้ความเชื่อใจ ยอมปล่อยเงินกู้ให้ผู้ประกอบมาใช้ ซึ่งตัวแผนธุรกิจนี้ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถตัดสินได้เลยว่าผู้ประกอบการรายนั้นจะมีเงินเพื่อไปลงทุนหรือไม่

นอกจากในเรื่องการขอสินเชื่อแล้ว แผนธุรกิจยังมีประโยชน์มากกว่านั้น โดยเฉพาะตัวผู้ประกอบการเองที่สามารถใช้วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจของตัวเองได้เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน เพราะในแผนธุรกิจเราได้ประเมินสถานการณ์และคาดการณ์สิ่งต่างๆ ไว้แล้ว และยังสามารถควบคุมการทำงานและกำหนดทิศทางการทำงานให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้ คล้ายๆ กับการวางแผนทำงานทั่วไปที่ต้องกำหนดแผนการ วัน เวลา สิ่งที่ต้องทำ เมื่อกำหนดแล้วก็จะควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามแผนทันวัน เวลา ที่กำหนดได้

จากความสำคัญที่กล่าวมาทั้งหมด ย้ำได้ว่าการเขียนแผนธุรกิจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการทำธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ รับรองแผนธุรกิจช่วยให้การดำเนินกิจการราบรื่นได้ด้วยดี ทั้งนี้เพราะหากยังมีการดำเนินกิจการอยู่ แน่นอนว่าผลลัพธ์ของธุรกิจมีทั้งขาดทุนและกำไร ซึ่งในส่วนนี้เป็นสิ่งที่ควรจะต้องมีอยู่ในแผนธุรกิจอยู่แล้ว ดังนั้นการเขียนผลลัพธ์ไว้ในแผนธุรกิจ ก็เปรียบเสมือนการคาดการณ์ล่วงหน้า ในกรณีที่ผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นไปตามแผนก็สามารถกลับไปประเมินและทบทวนแผนธุรกิจที่เขียนไว้ เพื่อตรวจสอบว่าพลาดจุดใด ตรงไหนที่ควรแก้ไข และดำเนินแก้ไขรายละเอียดต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนต่างๆ ทั้งเรื่องที่ดิน อุปกรณ์ แรงงานคน ต้นทุนอื่นๆ หรือวิธีการผลิต หากมีการประเมินได้และวางแผนปรับปรุงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมีประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

แผนธุรกิจประกอบด้วยอะไรบ้าง?

ตามที่ได้บอกไปแล้วว่าการเขียนแผนธุรกิจนั้นต้องชี้แจงเกี่ยวกับการทำธุรกิจให้ละเอียด ดังนั้นแผนธุรกิจที่ดีจึงต้องมีข้อมูลครบถ้วน อ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าธุรกิจนี้เป็นอย่างไร ทำทำไม และมีแนวทางของธุรกิจอย่างไรบ้าง โดยส่วนประกอบสำคัญๆ ในแผนธุรกิจมีดังนี้

1. ส่วนนำ คือ ส่วนที่ชี้ให้เห็นถึงธุรกิจประเภทนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร สภาพเศรษฐกิจมีผลต่อธุรกิจของเราอย่างไรบ้าง

2. ศักยภาพของผู้ประกอบการ หมายถึง คุณสมบัติที่เหมาะสมของผู้ที่จะประกอบธุรกิจนั้นๆ

3. ประวัติย่อของกิจการ เมื่อพูดถึงศักยภาพขององค์กรไปแล้ว ควรให้ความสำคัญกับภูมิหลังขององค์กรเหล่าด้วย เพราะความมั่งคงขององค์กร เป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นได้ โดยมีหลักๆ คือ ประวัติการก่อตั้ง เป็นมาอย่างไร มีการดำเนินธุรกิจมานานแค่ไหน จดทะเบียนเมื่อไหร่ มีการคิดค้นสินค้าและบริการนี้ขึ้นมาได้อย่างไร เป็นต้น

4. ข้อมูลของสถานประกอบการเบื้องต้น เช่น มีการโครงสร้างไว้อย่างไร สถานประกอบการจัดตั้งขึ้นที่ไหน

5. เป้าหมาย/วัตถุประสงค์ของธุรกิจ ว่าต้องการให้ผลออกมาเป็นอย่างไร การกำหนดอนาคตหรือทิศทางของธุรกิจ ไว้เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน

6. วิเคราะห์ตลาด นอกจากวางเป้าหมายแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องมีการวิเคราะห์ตลาด โดยอาจจะใช้หลัก SWOT เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ กล่าวคือ ต้องประเมินวิเคราะห์ทั้งปัจจัยภายนอก และภายใน การแข่งขันในตลาด ควรรู้ว่าใครเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ ในตลาดมีธุรกิจประเภทนี้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ก็เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการตลาดต่อไป

7. แผนการผลิต/ปฏิบัติงาน ในส่วนนี้ควรให้รายละเอียดที่ชัดเจน ตั้งแต่เรื่องทำเลที่ตั้งของสถานประกอบการ การจัดหาวัตถุดิบ บริหารวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการผลิต การประมาณการต้นทุนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงกลยุทธ์ในการดำเนินการ และการควบคุมคุณภาพ

8.แผนการตลาด แผนธุรกิจที่ดีควรพูดถึงเรื่องแผนการตลาดไว้ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นข้อมูลในการดำเนินงานซึ่งเป็นส่วนที่น่าเชื่อถือและถ้าประเมินแล้วว่าทำได้จริง ก็ยิ่งช่วยสร้างความมั่นใจได้ในระดับนึงเลยทีเดียว แผนการตลาดนี้ได้มาจากการวิเคราะห์และวิจัยตลาด ทำให้เกิดการวางแผนกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด ทั้งด้านสินค้าและบริการเพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย การกำหนดตำแหน่งทางการตลาด แผนการตลาด ทิศทางการดำเนินการขาย รวมไปถึงการกำหนดราคา กำหนดโปรโมชั่นสินค้า ไปจนถึงช่องทางการจัดจำหน่าย ข้อมูลเหล่านี้ผู้ประกอบการควรเตรียมให้พร้อม

9. แผนการบริหารองค์กร เมื่อมีแผนการตลาด ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เกิดทั้งจากภายในและภายนอกไปแล้ว คราวนี้ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาเฉพาะภายในองค์กร โดยเฉพาะหลักการบริหารองค์กร หัวข้อนี้เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่สำคัญในแผนธุรกิจ เพราะองค์กรที่มั่นคง เชื่อมั่นได้ ย่อมเกิดความน่าเชื่อถือ โดยแผนบริหารและจัดการองค์กรจะประกอบไปด้วยโครงสร้างองค์กร แผนผังตำแหน่งงานต่างๆ ผู้บริหาร ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ไปจนถึงการประมาณการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับองค์กร

10.แผนการเงิน ในแผนการเงินจะต้องอธิบายประมาณการงบดุล วิเคราะห์งบการเงิน นโยบายทางการเงินขององคต์กร งบดุล กำไร/ขาดทุน การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน เป็นการประเมินความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ

11. บทสรุปผู้บริหาร คือส่วนที่บอกภาพรวมทั้งหมดของกิจการ เป็นส่วนสำคัญที่สถาบันการเงินจะอ่านทำความเข้าใจ และตัดสินใจว่าแผนธุรกิจนี้ควรจะอ่านต่อหรือไม่ ดังนั้นเพื่อให้ผู้พิจารณาแผนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าของกิจการจึงควรตั้งใจทำในส่วนนี้ให้ดีที่สุด โดยบทสรุปผู้บริหารควรมีความยาวประมาณ 1-2 หน้า

12. แผนฉุกเฉิน คือ ส่วนที่แสดงให้เห็นถึงแผนสำรองของกิจการถ้าหากแผนที่วางไว้ไม่ประสบความสำเร็จ หรือ เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น เกิดภัยธรรมชาติ ลูกน้องหยุดงานนัดประท้วง การถูกปฏิเสธการรับสินค้าจากตลาด ฯลฯ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เกิดผลเสียในด้านลบต่อกิจการ ในแผนฉุกเฉินจึงควรระบุไว้ล่วงหน้าว่าจะมีแผนสำรองเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันต่อธุรกิจอย่างไร เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับผู้ร่วมทุนและสถาบันการเงินได้ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นจริงๆ ก็มีวิธีรับมือปัญหาได้เป็นอย่างดี

เทคนิคการเขียนแผนธุรกิจสำหรับมือใหม่

ผู้ประกอบการมือใหม่ที่มีปัญหาเรื่องการเขียนแผนธุรกิจ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเขียนอย่างไร ต้องเขียนอะไร หรือเขียนออกมาให้โดนใจยังไง วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจ เพื่อให้ท่านนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม เทคนิคต่างๆ มีดังนี้

1. องค์ประกอบแผนธุรกิจครบ
ความสำคัญของการนำเสนอข้อเท็จจริง คือ การมีข้อมูลที่ครบถ้วน สมบูรณ์ ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้พิจารณาแผนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาแล้ว ยังนับเป็นคุณสมบัติด้านความพร้อมที่ทำให้ผู้ประกอบดูเป็นบุคคลที่สามารถให้การยอมรับได้ ท่านลองคิดดูว่า การทำธุรกิจอะไรสักอย่างมันไม่ได้เริ่มต้นแค่หลักสิบหรือหลักร้อย รหือสร้างมันขึ้นมาเพียง 1 วันเสร็จ หากแต่ต้องใช้ความพยายาม อุตสาหะ ความตั้งใจจริง ความมุ่งมั่น และที่สำคัญคือความรอบคอบ หากเราเขียนแผนธุรกิจแล้วขาดนู่นขาดนี่ แสดงความสะเพร่าบ่อยๆ ก็ลดความน่าเชื่อถือของเราได้

2. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
ปัญหาอย่างหนึ่งของการเขียนแผนธุรกิจ คือ ผู้ประกอบการไม่รู้ว่าควรจะสื่อสารออกมาให้เป็นภาษาระดับไหน แน่นอนว่าการใช้ภาษาปากคงดูไม่เหมาะสม ในขณะที่บางรายก็ใช้ทางการมากๆ จนอ่านเข้าใจยาก คล้ายกับงานวิจัยของนักวิชาการ
แต่การเขียนจริงๆ ก็คือ ไม่จำเป็นต้องทางการมาก แต่ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม อ่านเข้าใจง่าย คืออ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าต้องการสื่อสารอะไร โดยรวมเป็นระเบียบเรียบร้อย สุดท้ายสำคัญที่สุดคือ ควรมีองค์ประกอบของการเขียนแผนธุรกิจครบ ตามหัวข้อข้างต้น

3. เขียนบทสรุปผู้บริหารให้โดนใจ
ได้พูดถึงความสำคัญของบทสรุปผู้บริหารไปแล้ว ว่าสำคัญในแง่ที่ว่าเป็นบทสรุปที่บอกถึงภาพรวมของธุรกิจ ตั้งแนวคิดการทำธุรกิจ การดำเนินการจัดการ การวางแผนการตลาด ฯลฯ เท่ากับว่าเนื้อหาในส่วนนี้เป็นบทสรุปที่คัดกรองมาเป็นอย่างดี ดังนั้นบทสรุปผู้บริหารควรเขียนให้โดนใจ เขียนบรรยายออกมาให้ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน พูดง่ายๆ คือ อ่านแล้วไม่เกิดคำถามสงสัย หากต้องการความเชื่อมั่นในส่วนนี้ ท่านสามารถให้คนรอบข้างช่วยอ่านแผนธุรกิจของท่านก่อนก็เป็นแนวทางที่ดี เผื่อพบข้อผิดพลาด หรือเขียนไม่เข้าใจส่วนใด จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

4. ธุรกิจต้องมีความเป็นไปได้
ในโลกของการทำธุรกิจมีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและผิดหวัง ซึ่งการเริ่มธุรกิจใหม่ๆ ทุกคนก็คาดหวังไว้ว่าเปิดธุรกิจมา จะต้องขายดี ทุกอย่างต้องราบรื่น จินตนาการไปว่าธุรกิจของตัวเองต้องเป็นอย่างนู่นอย่างนี้ ทำให้แผนธุรกิจออกมาตั้งความหวังไว้ว่าเพอร์เฟ็คทุกอย่าง เช่น ในเดือนแรกมีกำไรร้อยล้าน ขยายสาขาได้ภายในสองเดือน ฯลฯ โดยไม่มีข้อมูลมาสนับสนุน
นี่เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรระวังไว้บ้าง เพราะในโลกของการทำธุรกิจจริงไม่ได้ได้มาอย่างง่ายดาย ดังนั้นการเขียนแผนธุรกิจจึงควรอยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้ มีแผนดำเนินการสำรองหากเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝัน รวมถึงข้อมูลต่างๆ ควรมีอ้างอิงอยู่เสมอเพื่อความน่าเชื่อถือ

โดยสรุปแล้ว เทคนิคการเขียนแผนธุรกิจไม่มีอะไรน่าวิตกเท่าไร หลักๆ ขึ้นอยู่เพียง 2 ส่วน คือ ตัวธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ผู้พิจารณาแผนธุรกิจอนุมัติหรือไม่อนุมัติเงินทุน ควรเป็นธุรกิจที่มีความเป็นไปได้ มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน มีแผนการตลาดที่ดี สร้างความเชื่อมั่นได้ว่าเอาชนะคู่แข่งในตลาดได้
อีกส่วนหนึ่งก็คือ ทักษะในการสื่อสาร ที่ใช้ในการเขียนแผนธุรกิจ ควรกระชับ ชัดเจน น่าเชื่อถือ อ่านง่าย ไม่ควรมีการสะกดคำผิดด้วย และที่สำคัญหากมีการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งอื่นเข้ามา ควรแนบเอกสารไว้ข้างท้ายหรือเขียนอ้างอิงถึงอย่างถูกต้อง

ตัวอย่างการเขียนแผนธุรกิจร้านขนมอบเบเกอรี่

Bakery หมายถึง ร้านขายขนมปัง-ขนมเค้กและขนมอบที่อบด้วยเตา ชาวตะวันตกนิยมรับประทานขนมปัง-ขนมอบมานานแล้ว และได้เผยแพร่จนได้รับความนิยมแพร่หลายกลายมาเป็นอาหารหลักประจำ วัน มีการพัฒนารูปแบบของขนมออกเป็นอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น-เค้กและของหวานต่างๆ และสามารถรับประทานร่วมกับชากาแฟได้ด้วย ปัจจุบันขนมอบเบเกอรี่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก มีการพัฒนารูปแบบของขนมอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถรับประทานได้ในทุกโอกาส ทุกเวลาและทุกสถานที่ ความมีเสน่ห์ของขนมอบเบเกอรี่ไม่ใช่แค่เพียงรสชาติดี อร่อยกลมกล่อมเท่านั้น รูปลักษณ์และสีสันการตกแต่งตัวผลิตภัณฑ์ก็เป็นปัจจัยสำ คัญที่ทำ ให้ผู้บริโภครู้สึกประทับใจ รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่ดูสวยงามมีชีวิตชิวาจะทำ ให้ผลิตภัณฑ์ดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นหรือเหมาะที่จะใช้เป็นของฝากของขวัญในงานเทศกาลต่างๆ ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของขนมอบเบเกอรี่ที่ทำ ให้ผู้บริโภคติดอกติดใจและได้รับความนิยมตลอดมาในประเทศไทย ขนมอบเบเกอรี่ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตลอดมา ผู้คนทุกเพศทุกวัยให้ความสนใจหันมารับประทานขนมอบเบเกอรี่กันมากขึ้น ทำ ให้แนวโน้มความนิยมรับประทานขนมอบเบเกอรี่มีมากขึ้นใในปัจจุบัน การเปิดร้านขายขนมอบเบเกอรี่ก็จะมีมากขึ้นตามมา สิ่งสำ คัญของผูประกอบการ ก็คือการรักษาร้านให้ดำ รงอยู่อย่างตลอดรอดฝั่งได้ ผู้ประกอบการจะต้องให้ความเอาใจใส่ในการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสินค้าควบคู่ไปกับการสร้างเอกลักษณ์ให้กับตราสินค้า การใช้บรรจุภัณฑ์ที่สวยงามมีลูกเล่นให้สินค้ามีชีวิตชีวา รวมถึงการให้บริการที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า การที่ผู้ประกอบการสามารถสร้างและรักษาคุณค่าของธุรกิจของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ถึงแม้ว่าจะเป็นขนาดกลางหรือขนาดเล็กก็ตาม ก็จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในกระแสพายุทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงรายงานฉบับนี้เป็นเพียงแนวทางให้ผู้ประกอบการที่สนใจในธุรกิจร้านขนมอบเบเกอรี่ ได้ศึกษาเป็นข้อมูลเบื้องต้นถึงปัจจัยต่างๆที่ผู้ประกอบการควรเอาใจใส่ ข้อควรปฏิบัติและข้อพึงระวัง ดังนี้

๏ ศักยภาพของผู้ประกอบการ

1. จะต้องมีความรักในอาชีพหรืองานที่ตนทำ อยู่
2. จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการทำขนมอบชนิดต่างๆ
3. ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า
4. เปิดใจให้กว้าง พร้อมรับคำ ติชม
5. กิริยามารยาทเรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน
6. มีเหตุผลและรับผิดชอบในงานของตน
7. มีความอดทน
8. รักษาเวลา รู้คุณค่าและวิธีการประหยัดเวลา แรงงานและวัสดุ
9. มีความขยันหมั่นเพียร
10. แต่งกายสุภาพเรียบร้อย
11. รู้จักเอาใจลูกค้า
12. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความเป็นกันเองกับลูกค้า
13. มีความสนใจในข่าวสารข้อมูลและสถานการณ์ปัจจุบัน ที่อาจจะมีผลต่อการประกอบธุรกิจการตลาด

๏ ภาพรวมของตลาด
ตลาดเบเกอรี่ในปัจจุบันนับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจมากขึ้น ด้วยมูลค่าตลาดในปี 2539 ที่สูงถึง 4,200 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวในแต่ละปีร้อยละ 30-40 โดยแบ่งออกเป็นเบเกอรี่ตลาดล่างมูลค่า 2,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 57.1 และเบเกอรี่ตลาดบนมูลค่า 1,800 ล้านบาท หรือร้อยละ 42.9 (บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย,2539)
ถึงแม้ว่าในช่วงปี 2541-2542 ที่ผ่านมา มูลค่าตลาดจะหดตัวลงบ้างจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ทำ ให้ผู้ประกอบการต่างลดกำ ลังการผลิตลงตามกำ ลังซื้อของผู้บริโภค แต่จากการคาดการณ์ของ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยในช่วงปีใหม่ 2544 ตลาดเค้กและเบเกอรี่จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ตํ่ากว่าร้อยละ 10 โดยเฉพาะตลาดในกรุงเทพฯ คาดว่ามูลค่าตลาดเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 2,750 ล้านบาท

๏ สถานการณ์การแข่งขัน

ร้านเบเกอรี่ในตลาดระดับบน มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงทั้งจากตราสินค้าในประเทศ และตราสินค้าจากต่างประเทศเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคนิยมรับประทานเบเกอรี่กันมากขึ้น ทำ ให้อัตราการขยายตัวของตลาดเบเกอรี่ระดับบนอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่า รวมทั้งการนำ กลยุทธ์รูปแบบต่างๆมาใช้ โดยเฉพาะการเปิดร้านแฟรนไซส์โดยอิงกับห้างสรรพสินค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ การบริการจัดส่งถึงที่ การรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ และการรับสมัครสมาชิกเพื่อสร้างกลุ่มลูกค้าประจำตลาดเบเกอรี่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

1. ร้านเบเกอรี่ในโรงแรม
ถือว่าเป็นตลาดเบเกอรี่ในระดับบน ซึ่งโรงแรมใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงมักจะมีแผนกเบเกอรี่อยู่ด้วย สำ หรับบริการลูกค้าของโรงแรมโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าต่างชาติที่เข้าพัก ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจัดเลี้ยงหรือสัมมนา และอาจจัดให้มีการจำ หน่ายปลีกกับลูกค้าข้างนอกที่ติดใจรสชาติความอร่อย ร้านเบเกอรี่ในโรงแรมมีการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดี ทำ ให้ราคาของขนมอบในโรง
แรมมีราคาสูงกว่าตามท้องตลาดทั่วไป

2. ร้านเบเกอรี่ระดับบน
หรือที่เรียกว่าตลาดเบเกอรี่ค้าปลีก ปัจจุบันร้านเบเกอรี่ระดับบนเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากอัตราการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่สูง นักลงทุนรายใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศทยอยเข้าตลาด ทำ ให้การแข่งขันมีความคึกคักเพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้จากการนำ เอากลยุทธ์ต่างๆ มาใช้ เช่น การบริการจัดส่งถึงสถานที่ รับจัดงานเลี้ยง และการรับสมัครสมาชิก เป็นต้น กลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ นิยมนำ มาใช้ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพราะเป็นช่วงที่สินค้าประเภทเบเกอรี่ขายดีที่สุด โดยเฉพาะสินค้าประเภทเค้กที่มียอดขายในช่วงนี้ถึงร้อยละ 50 ของยอดขายเบเกอรี่ในช่วงนี้

3. เบเกอรี่รับสั่งทำ ตามบ้าน
จุดเด่นของเบเกอรี่ประเภทนี้คือการทำ ตามคำ สั่งซื้อ สินค้าจึงมีความสดใหม่ ในปัจจุบันร้านเบเกอรี่ตามบ้านมีการนำ เอาแนวคิดของเบเกอรี่รับสั่งทำ ตามบ้านมาเปิดเป็นร้านที่เน้นทำ ตามคำ สั่งซื้อแล้ว โดยใช้จุดเด่นที่สินค้ามีความสดใหม่ การใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ เลือกซื้อหาได้ง่าย สินค้ามีความหลากหลาย ราคาเหมาะสมกับคุณภาพและสินค้ามีรสชาติที่ถูกปากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย

4. ร้านเบเกอรี่ทั่วไป
ร้านเบเกอรี่ประเภทนี้ส่วนใหญ่ไม่มีตราสินค้า จึงอาศัยจุดเด่นของทำ เลที่ตั้งที่อยู่ในทางผ่านชุมชน ราคาถูก อาศัยการขายในปริมาณมาก ในช่วงระยะ 2-3 ปีหลังมีการนำ เอากลยุทธ์ที่แสดงกรรมวิธีการทำ เบเกอรี่ให้ลูกค้าเห็น โดยเฉพาะประเภทขนมปัง เพื่อเป็นหลักประกันความสดใหม่และสะอาดของผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า กลยุทธ์นี้ประสบความสำ เร็จอย่างมาก และมีการนำ ไปใช้อย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ ได้มีการนำ เอาเบเกอรี่ใส่รถเข็นเร่ขายตามแหล่งชุมชนต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากที่สุด
๏ ธุรกิจหลัก
- ผลิตและขายขนมอบ, คุกกี้ ,ขนมปังและเค้กประเภทต่างๆ จำ หน่ายทั้งปลีกและส่ง รวมทั้งรับทำ ตามสั่ง
- ผลิตและขายขนมอบ, คุกกี้,ขนมปัง,พาย และ เค้ก ประเภทต่างๆ จำ หน่ายปลีกในร้านสาขา
๏ ธุรกิจเสริม
- ขายกาแฟหรือเครื่องดื่มอื่นๆ เพื่อบริการลูกค้าที่เข้ามานั่งรับประทานขนมอบหรือเบเกอรี่ภายในร้าน
- กลุ่ม ลูกค้าเป้าหมาย
เนื่องจากขนมอบหรือเบเกอรี่ เป็นสินค้าที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ดังนั้น การขยายตลาดในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ละกลุ่มจึงยังมีโอกาสอีกมาก โดยทั่วไป กลุ่มลูกค้าเป้าหมายในตลาดเบเกอรี่สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มลูกค้าระดับบน กลุ่มลูกค้าในระดับนี้จะมีกำ ลังซื้อสูง (ระดับ A-B+) มีความต้องการสินค้าที่มีความพิเศษมีรสชาติและรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตมีคุณภาพและได้มาตรฐาน รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ ร้านเบเกอรี่ประเภทนี้จะตั้งอยู่ตามโรงแรมขนาดใหญ่ ห้องอาหารหรูๆที่ตกแต่งตามสไตล์ยุโรป

2. กลุ่มลูกค้าระดับกลาง กลุ่มลูกค้าระดับนี้จะมีรายได้ปานกลางถึงค่อนข้างสูง (ระดับ B-C) หรือกลุ่มผู้ที่ทำ งาน
ตามอาคารสำ นักงานในย่านธุรกิจต่างๆและนักศึกษา ร้านเบเกอรี่ประเภทนี้มักจะตั้งอยู่ตามห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าต่างๆ รวมทั้งร้านเบเกอรี่ทั่วไปที่มีสาขามากมายและตั้งอยู่ตามบริเวณย่านธุรกิจต่างๆ ร้านเบเกอรี่ประเภทนี้จะมีรูปแบบของร้านค้า ผลิตภัณฑ์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งการพัฒนารูปลักษณ์และรสชาติของผลิตภัณฑ์ที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้จะมีรสนิยมและความต้องการคล้ายกับกลุ่มแรก แต่จะมีกำ ลังซื้อน้อยกว่า

3. กลุ่มลูกค้าระดับล่างหรือตลาด Mass ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะให้ความสำ คัญกับราคามากกว่ารูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากมีกำ ลังซื้อน้อย แต่รสชาติและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ก็ยังเป็นสิ่งสำ คัญ ร้านเบเกอรี่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ ร้านขายของชำ ทั่วไปตามตลาดหรือตามหมู่บ้าน ร้านขนมเล็กๆที่ไม่มีมีป้ายชื่อร้านที่ตามหมู่บ้านหรือแหล่งชุมชนทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด

Share →
0 comments
Read more:
picexcel
ใช้ Excel ในการทำ mail merge

Close