Share →

วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งเมื่อคุณต้องใช้ฟังก์ชั่น คือการหาความสัมพันธ์ของค่าค่าหนึ่งว่ามีผลต่อค่าอีกค่าหนึ่งอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณใช้ฟังก์ชั่น IRR คุณจะหาว่าความสัมพันธ์จะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณใส่จำนวนเงินกู้ หรือวันที่จ่ายเงิน หรือเกิดจากเหตุผลหลายเหตุผลรวมกัน จะมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยที่ได้รับอย่างไร โดยการพิมพ์ปริมาณเงินกู้ที่แตกต่างกัน หรือวันที่จ่ายเงินที่แตกต่างกัน คุณก็จะเห็นว่าสิ่งที่แตกต่างเหล่านี้จะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยอย่างไร

What-If Analysis เป็นวิถีทางในการหาว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงตัวแปรใดตัวแปรหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อผลลัพธ์อย่างไร Scenario Manager จะให้คุณเปลี่ยนแปลงค่า Input 1 หรือหลายๆค่า เพื่อศึกษาว่าผลที่ได้มาจะมีผลต่อผลลัพธ์อย่างไร

ประโยชน์ของ Scenario Manager คือจะเก็บค่าทั้งหมดที่คุณเปลี่ยนแปลง แล้วนำมาสร้างรายงานหรือตารางเพื่อแสดงค่าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ Input ยกอย่างเช่นในภาพตัวอย่าง ที่พูดถึงการหาค่าของอัตราดอกเบี้ย โดยคุณสามารถแสดงคำตอบของข้อมูลเหล่านี้ได้ใน PivotTable ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงมาก 

และนอกจากคุณจะหาค่าความเปลี่ยนแปลง โดยใช้ What-If คุณยังสามารถหาค่าการหาความสัมพันธ์ของข้อมูล (correlation) ใน Excel  และทำการอธิบายข้อมูลโดยใช้สถิติใน Excel  จากลิงค์เหล่านี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์สถิติได้ด้วยเหมือนกัน 

ถ้าคุณต้องการที่จะเรียนรู้การตรวจสอบรูปแบบของข้อมูลใน Excel 

หมายเหตุ ในการสร้างฉากของข้อมูล คุณต้องทำการใส่ค่าของตัวเลขที่จำเป็น ลงในสมุดงานและพิมพ์สูตรการคำนวณที่ถูกต้อง ซึ่งตัวอย่างนี้ ใช้ฟังก์ชั่น IRR คุณสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับคำนวณอัตราผลตอบแทน(IRR) ด้วย Excel เพิ่มเติมได้

1. ให้คุณคลิกและลากเซลล์ที่มีข้อมูลตัวเลขที่คุณต้องการหาค่าแปรผัน

2. คลิกที่แถบ Data

3. เลือก What-If Analysis

เมนูจะปรากฏขึ้นมา

4. ให้คุณเลือก Scenario Manager

กล่องข้อความ Scenario Manager จะปรากฏขึ้นมา

5. ให้คุณคลิก Add

กล่อง Add Scenario จะปรากฏขึ้นมา พร้อมกับระบุเซลล์ที่คุณเลือก ดังในขั้นตอนที่ 1

6. ให้คุณพิมพ์ชื่อสำหรับ scenario

7. คลิก OK

กล่อง Scenario Values จะปรากฏขึ้นมา

8. ให้คุณพิมพ์ค่าของ scenario

9. คลิก Add เพื่อสร้างฉากของข้อมูลตัวเลขของคุณ

กล่อง Add Scenario จะปรากฏขึ้นมา

10. ให้คุณคลิก OK ในกล่อง Scenario Values แทนการคลิก Add เมื่อเสร็จสิ้นการใส่ข้อมูล

กล่อง Scenario Manager จะปรากฏขึ้นมา

11. ให้คุณเลือก Summary

กล่อง Scenario Manager จะปรากฏขึ้นมา

12. ให้คุณเลือกประเภทของรายงาน (เปลี่ยนเป็น)

13. คลิก field หรือพิมพ์รายละเอียดที่อยู่ของเซลล์ ที่คุณต้องการคำนวณหาผลลัพธ์

14. เลือก OK

ประเภทของรายงานที่คุณต้องการ จะปรากฏขึ้นบนสมุดงานใหม่ ซึ่งจะแสดงขั้นตอนในการหาค่าที่มีผลต่อผลลัพธ์ของคุณ

ข้อควรรู้

ถ้าคุณมีการแชร์ข้อมูลในสมุดงานชุดนี้ และเพื่อนๆของคุณก็มีการเติม Scenario ของตัวเองเข้าไป คุณเองก็สามารถรวม Scenario ที่เพื่อนเติมเข้าไปให้อยู่ในรายการเดียวได้ โดยคุณเปิดสมุดงานของคุณขึ้นมา และเลือกแถบ Data และคลิก Scenario Manager แล้วคลิก Merge ในหน้าต่าง Merge จากนั้น ให้คุณเลือกสมุดงานแต่ละงานที่คุณต้องการรวมเข้าไว้ด้วยกัน แล้วคลิกปุ่ม OK เมื่อคุณเลือกเสร็จเรียบร้อย

ข้อควรรู้ 

ถ้าคุณตั้งชื่อเซลล์ในสมุดงานไว้ บทสรุปของ Scenario ที่คุณทำไว้ก็จะอ่านง่ายขึ้น เพราะ Excel จะอ่านชื่อของเซลล์ แทนที่จะอ่านตำแหน่งของเซลล์ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณตั้งชื่อเซลล์ว่า เซลล์ B2 ตั้งชื่อว่า Investment เซลล์ B3ถึง B6 ตั้งชื่อว่า Payment_1 ถึง Payment_4 และเซลล์ 87 ตั้งชื่อว่า Interest_Earned คุณสามารถเรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งชื่อเซลล์ได้ในงานที่ 11   

บทความก่อนหน้านี้: การหาความสัมพันธ์ของข้อมูล (correlation) ใน Excel 

บทความถัดไป: การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย GOAL SEEK ใน Excel

Share →
0 comments
Read more:
iphone-black-screen
ไอโฟนดับเอง ไม่ยอมทำงาน (Black Screen) ปัญหานี้มีทางแก้

Close