Share →

บทที่ 1 Search engines ทำงานอย่างไรSearch engine มีหน้าที่หลักอยู่
2 ประการคือ การ crawl และสร้างindex , และการจัดหาผลลัพธ์โดยการหาความคำตอบที่เกี่ยวเนื่องและตรงตามความต้องการของผู้ใช้

crawl-ของ-google-bing-yahoo-เพื่อสร้างindex

จินตนการว่าโลกอินเตอร์เน็ตเหมือนกับโครงข่ายของสถานีรถไฟใต้ดินในเมืองใหญ่

แต่ละจุดพักจะมีเอกสารเฉพาะของตนเอง (โดยปกติเป็นหน้าเว็บเพจ แต่บางครั้งจะมีไฟล์ PDF, Jpg หรือไฟล์อื่นด้วย) โดยที่Search engine จะ crawl ไปทั่วทั้งเมืองและหาสถานีทั้งหมดตลอดเส้นทาง โดยตัว Search engine จะใช้สิ่งที่เรียกว่า “ลิงค์ (Link)” เป็นเส้นทางในการสืบค้น

“ลิงค์ของโครงสร้างเว็บเป็นการรวมหน้าเพจทั้งหมดที่มีเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

Search engine จะผ่านไปตามลิงค์ โดยใช้ Robot อัตโนมัติ ที่เรียกว่า Crawler หรือ Spiders ซึ่งสามารถเข้าถึงเอกสารที่มีการเชื่อมต่อกันหลายๆ พันล้านเอกสารได้

เมื่อตัว Search engine พบหน้าเว็บเพจแล้ว ตัว Search engine จะทำการถอดรหัสโค้ดจากหน้าเว็บเพจและทำการเก็บข้อมูลบางส่วนที่ถูกเลือกแล้วลงไปสู่ฮาร์ดดิสขนาดใหญ่ ซึ่งจะถูกเรียกใช้งานในภายหลังเมื่อถูกเรียกจากคำค้นหา (Search query) เพื่อที่จะบรรลุหน้าที่ในการเก็บเพจหลายร้อยล้านหน้า ซึ่งจะต้องถูกเข้าถึงในเสี้ยววินาทีนั้น  ทำให้ Search engine จำเป็นต้องสร้างศูนย์ข้อมูล (datacenter) ทั่วโลก

ระบบเก็บข้อมูลอันใหญ่โตมโหฬารของ Search engine จะประกอบไปด้วยระบบประมวลผลหลายพันตัวเพื่อทำการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล   เมื่อมีคนทำการค้นหา พวกเขาต้องการที่จะได้คำตอบในทันที การล่าช้าเพียง 1 หรือ 2 วินาทีนั้น สามารถทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นได้ ดังนั้นตัว search engine จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาคำตอบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

จัดหาผลลัพธ์ของpage

เมื่อใครสักคนหาบางสิ่งบางอย่างในอินเตอร์เน็ต  Search engine จะเป็นเครื่องมือในการหาเพื่อหาเอกสารหลายร้อยล้านชุด โดยที่ search engine จะทำสองสิ่งคือ หนึ่ง ส่งคำตอบที่มีความเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์สำหรับคำค้นหาของคนหาข้อมูล และ สอง คือการเรียงลำดับคำตอบตามความสำคัญของข้อมูล ทั้ง “ความเกี่ยวข้อง” และ “ความสำคัญ” ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อขบวนการทำ SEO

ในการค้นหาของ engine นั้น  จะให้ความสำคัญกับความเกี่ยวข้องมากกว่าการหาคำที่เหมือนในหน้าเพจแบบง่ายๆ  โดยในยุคเริ่มต้นของ search engine นั้น search engine ไม่มีความสามารถมากมาย โดยมีการใช้ขั้นตอนง่ายในการค้นหาซึ่งส่งผลทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี  แต่ทาง search engine ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงทำให้ engine สามารถหาคำตอบคำตอบได้ดีกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้ผู้ค้นหาพึงพอใจมากขึ้น  วันนี้ทาง search engine ได้มีปัจจัยของความเกี่ยวข้องเป็น 100 ปัจจัยที่ใช้ในการทำงาน และหลายๆ ปัจจัยจะถูกพูดถึงในบทความนี้

Search Engine วัดความสำคัญอย่างไร?

ในปัจจุบัน engine หลักของโลกจะแปลความของคำว่าความสำคัญเหมือนกับความนิยม นั้นหมายความว่า เว็บไซด์, เพจ หรือ เอกสารใดๆ ยิ่งได้รับความนิยมมากเท่าไร ข้อมูลที่อยู่ภายในนั้นก็ยิ่งจะมีค่าความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น สมมุติฐานข้อมูลนี้ได้ถูกพิสูจน์ว่าใช้งานได้ดีในทางปฏิบัติ   โดยทาง engine มีการเพิ่มของพอใจของผู้ใช้อย่างต่อเนื่องโดยการใช้ชุดปัจจัยจำนวนมากมาเป็นตัววัดความนิยม

ความนิยมและความเกี่ยวข้องไม่สามารถวัดได้โดยตรง แต่ engine จะใช้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ ที่เรียกว่า อัลกอริทึม เพื่อที่จะแยกแยะสิ่งที่มีคุณค่าและสำคัญ รวมถึงใช้ในการจัดอันดับของผลลัพธ์อีกด้วย

อัลกอริทึมนั้นจะประกอบด้วยหลายร้อยส่วนประกอบ ในด้านการตลาดการค้นหา เราจะเรียกส่วนประกอบเหล่านั้นว่า “ปัจจัยการจัดอันดับ (Ranking factors)

 

  1. Crawling and Indexing

    การไต่และเก็บข้อมูลของ Robots ต่อวันมีหลายพันเอกสาร เช่น หน้าเว็บ,ไฟล์,ข่าวสาร, วีดีโอ, สื่อ Social Network ต่างๆทั่วโลก.

  2. Providing Answers

    ตอบคำถามเมื่อผู้ใช้งานพิมพ์คำถามในช่องค้นหาและจัดหาความไกล้เคียงกับคำนั้นๆ ผ่านเอกสารที่มีความน่าเชื่อถือก็คือ algorithm.











hard-drive






อ่านต่อด้านล่างมีเรื่องราวอีกเยอะที่น่าสนใจ






ตัวแปรสำหรับการจัดอันดับ

คุณสามารถเชื่อได้ว่า search engine จะคิดว่า Ohio State มีความเกี่ยวข้องและได้รับความนิยมของเพจมากที่สุด เมื่อมีการค้นหาคำว่า “Universities” ในขณะที่คำตอบของคำว่า Harvard มีความเกี่ยวข้องและความนิยมน้อยกว่า

google-bing-yahoo-อะไรดีกว่า?
หรือ “ทำอย่างไรให้นักการตลาดด้านการค้นหาประสบความสำเร็จ”
การมองเพียงแค่ผ่านๆ ของอัลกอริทึมที่ซับซ้อนของ search engine จะทำให้รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจได้ ทางตัว engine เองจะให้คำแนะนำ ว่าเราควรจะทำอย่างไรที่จะได้ผลลัพธ์ของคำตอบที่ดีกว่าหรือได้รับ traffic ที่มากขึ้น สิ่งจำเป็นที่ควรจะทำในทางปฏิบัติเพื่อที่จะทำให้ engine มีการจัดอันดับในตำแหน่งที่ดี มีดังต่อไปนี้


googleคือผู้นำ Search Engine

คำแนะนำในการทำ SEO จากเว็บมาสเตอร์ของ Google

ทาง Google แนะนำให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้ เพื่อที่จะได้รับการจัดอันดับที่ดี
- ทำหน้าหลักสำหรับผู้ใช้ ไม่ใช้ทำให้ Search engine และอย่าหลอกลวงผู้ใช้หรือแสดงข้อความที่แตกต่างระหว่าง search engine กับสิ่งที่คุณแสดงให้ผู้ใช้เห็น ซึ่งนั้นจะถือว่าเป็นการปกปิดหรือซ่อนเร้น
- ทำให้เว็บไซด์มีการเชื่องโยงกันที่ชัดเจนและมีลิงค์แบบข้อความ ทุกหน้าควรสามารถเข้าถึงได้จากอย่างน้อยหนึ่งลิงค์แบบข้อความ
- สร้างเว็บไซด์ที่มีข้อมูลที่มากและมีคุณค่า และหน้าเพจจะต้องมีคำอธิบายเนื้อหาที่ชัดเจนและถูกต้อง โดยต้องแน่ใจว่าส่วน “< title >” และ ALT ได้มีการอธิบายอย่างชัดเจนและถูกต้อง
- ใช้คีย์เวิร์ดเพื่อสร้างคำอธิบาย, URL ที่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ จัดให้มีหนึ่งเวอร์ชั่นของ URL เพื่อเข้าถึงเอกสาร, ใช้ 301 redirect หรือส่วน rel= “canonical” เพื่อระบุตำแหน่งเนื้อหาที่ซ้ำกัน




bing คืออันดับ สอง

คำแนะนำในการทำ SEO จากเว็บมาสเตอร์ของ BING

วิศวกรไมโครซอฟต์ที่รับผิดชอบ Bing ได้แนะนำให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้ เพื่อที่จะได้อันดับที่ดี
- แน่ใจว่า โครงสร้างของ URL ชัดเจนและมี keyword ที่เหมาะสม
- แน่ใจว่าเนื้อหาไม่ได้ถูกฝังเข้าไปกับมิเดียเช่น Adobe Flash Player, Javascript หรือ Ajax และอนุญาตให้มิเดียเหล่านั้นไม่ซ่อนลิงค์จากตัวค้นหา
- สร้างเนื้อหาที่มี Keyowrd สอดคล้องกับอะไรที่ผู้ใช้ค้นหา และมีการสร้างเนื้อหาใหม่ๆ สม่ำเสมอ
- อย่าใส่ข้อความที่เป็น index ลงในรูปภาพ ตัวอย่างเช่น ถ้าท่านต้องให้ชื่อบริษัทของท่านและที่อยู่เป็น index ท่านควรมั่นใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่แสดงภายในตราของบริษัท


อะไรอีก?


Search-Marketing-Expo


น่าประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ Engine ได้ดำเนินการหลายๆ อย่าง ในสิ่งที่คนโดยทั่วไปรับรู้ได้น้อยมาก วิศวกรและตัวแทนจาก Search Engine รายใหญ่ทั้งหมดได้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับการตลาดด้านการค้า เช่น Search Marketing Expo, Pubcon, Search Engine Strategies โดยตัวแทนจาก Search engine เหล่านั้นได้ช่วยเว็บมาสเตอร์อีกด้วย โดยการเข้ามามีส่วนรวมใน blogs, forums หรือ groups






Time for an Experiment

บางทีอาจจะไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับเว็บมาสเตอร์ในการศึกษาการทำงานของ engine มากไปกว่าการมีอิสระในการใช้ search engine เพื่อทดลอง,ทดสอบทฤษฎี และรูปแบบ โดยจะต้องมีการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า และหลายครั้งต้องทำอย่างเอาใจใส่อย่างมาก ซึ่งนั้นจะเป็นการนำมาซึ่งองค์ความรู้ที่จะทำให้เข้าใจการทำงานของ Search engine ได้.

  1. ลงทะเบียนเว็บไซด์ใหม่ด้วยคำ Keyword ที่ไม่มีความหมาย (ตัวเอย่างเช่น ishkabibbell.com)
  2. สร้างเพจหลายๆ หน้าในเว็บไซด์ โดยมีจุดหมายที่คำที่ไม่มีความหมาย (ตัวอย่างเช่น yoogewgally)
  3. ทดลองโดยวางตัวหนังสือ, รูปแบบ, การใช้ keyword ,โครงสร้างของการลิงค์ และอื่นในตำแหน่งที่ต่างๆ กัน โดยทำหน้าเพจให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้มีความแตกต่างกันเพียงจุดเดียวเท่านั้น
  4. สร้างลิงค์ออกจากหน้า index ของโดเมน ซึ่งจะทำให้เป็นเพจที่เหมาะสมสำหรับตัวค้นหาของ search engine
  5. บันทึกการทำงานของ search engine และอันดับของเพจใน search engine
  6. ทำการทดลองซ้ำโดยการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเพื่อที่จะหาว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้อันดับของเพจเปลี่ยนแปลง
  7. บันทึกผลที่ใช้งานได้และทำการทดลองซ้ำกับโดเมนอื่นหรือ การทดลองหลายครั้ง แล้วให้ผลลัพธ์กลับมาเหมือนเดิม นั้นทำให้ท่านมั่นใจได้ว่าท่านได้พบรูปแบบของการทำงานของ search engine.
 




ตัวอย่างการทดสอบที่เราได้รวบรวมไว้

ในการทดสอบนี้ เราเริ่มต้นด้วยสมมุติฐานที่ว่า ลิงค์ที่อยู่ตอนบนของหน้าเพจจะส่งผลมากกว่าลิงค์ที่อยู่ตอนล่างของเพจ เราทดสอบสมมุติฐานนี้โดยสร้างโดเมนที่ไม่มีความหมายขึ้นมาโดยโดเมนนี้มีลิงค์ออกไปอีก 3 เพจ ซึ่งจะมีคำที่ไม่มีความหมายที่เหมือนกันหนึ่งคำเสมอ หลังจากที่engine เข้ามาสืบค้นในหน้าเพจแล้ว เราพบว่าเพจที่มีลิงค์อยู่บนสุดบนหน้าโฮมเพจจะได้อันดับเป็นอันดับแรก

นี้ไม่ใช่กระบวนการเดียวที่จะช่วยในการศึกษาของนักการตลาดการค้นหา
การล้วงความลับของคู่แข่ง (Competitive intelligence) เกี่ยวกับตัว engine ถูกใช้เพื่อหาว่า engine มีการเรียงลำดับผลลัพธ์อย่างไรซึ่งสามารถหาได้จากสิทธิบัตรที่จดโดย engine หลักๆ ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสหรัฐอเมริกา บางทีสิ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือระบบที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Google ในหอพักใน Stanford ในช่วงปลายทศววรตที่ 1990 ที่ชื่อว่า PageRank ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิบัตรเลขที่ 6285999 เรื่อง Large-Scale Hypertextual Web Search Engine ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าสมการจริงๆแล้วมันจะสิ่งที่น่าสนใจในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ความเข้าใจอย่างถ่องแท้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับนักการตลาดการค้นหาที่มีความสามารถ คณิตศาสตร์เรื่องแคลคูลัสไม่มีความจำเป็นสำหรับนัก SEO ในทางปฏิบัติเลย

จากการผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การวิเคราะห์สิทธิบัตร, การทดลอง, การทดสอบในสภาพจริง ทำให้นักการตลาดด้านการค้นหาเหมือนกับกลุ่มคนที่สามารถเข้าใจการทำงานขั้นพื้นฐานของ search engine และองค์ประกอบที่สำคัญของการสร้างเว็บไซด์และเว็บเพจเพื่อที่จะทำให้อยู่ในอันดับที่สูงและมีผู้เข้าใช้มาก
ส่วนที่เหลือหลังจากนี้จะอธิบายการใช้งานเชิงปฏิบัติ

page content


page rank