Share →

หลักการ

CANSLIM เป็นคำย่อยของวิธีการลงทุนเล่นหุ้นแบบหนึ่งที่ถูกพัฒนาโดยนาย William O’Neil โดยนาย O’Neil เป็นผู้ก่อตั้งและป็นประธานของหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อ Investor’s Business Daily ด้วยวิธีของเขา ซึ่งทำให้เขาสามารถทำเงินจากตลาดในช่วงปี 1953 ถึง 1985 ได้อย่างมหาศาล โดย O’Neil ได้สร้างกลุ่มของรูปแบบรวมกันของหุ้นแต่ละตัว โดยลักษณะหลักที่จะถูกพิจารณานั้นคือ

C urrent quarterly earnings per share = รายได้ไตรมาสปัจจุบันต่อหุ้น

A nnual earnings growth = การเจริญเติบโตของรายได้ประจำปี

N ew products, New Management, New Highs = สินค้าใหม่ การบริหารรูปแบบใหม่ ราคาสูงสุดอันใหม่

S hares outstanding = ผู้ถือหุ้นที่มีบทบาท

L eading industry = การเป็นผู้นำอุตสหกรรม

I nstitutional sponsorship = เป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนสถาบัน

M arket direction = ทิศทางตลาด

 ถึงแม้ว่าไม่การบังคับในการใช้เครื่องใดในการวิเคราะห์เชิงเทคนิค โดยที่ CANSLIM นั้นเป็นการผสมผสานของข้อดีของทั้งหลักการทางด้านเทคนิคและพื้นฐาน โดย CANSLIM

 

ความหมาย

ต่อจากนี้เป็นคำอธิบายแบบสรุปของหลัก 7 ประการที่ประกอบเป็นวิธี CANSLIM

Current Quarterly Earnings

รายได้ต่อหุ้น (Earnings per share (“EPS”)) สำหรับไตรมาสปัจจุบันควรมีการเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว (ยกตัวอย่างเช่น  ไตรมาสแรกของปี 2012 กับไตรมาสแรกของปี 2013).

Annual Earnings Growth

รายได้ต่อหุ้นตลอดช่วง 5 ปีสุดท้ายควรจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15% ต่อปี และจะเป็นการดีมากๆ ถ้าค่า EPS มีการเพิ่มขึ้นในทุกๆปี ถึงอย่างไรก็ตาม การลดลงในปีใดปีหนึ่งในรอบ 5 ปีสุดท้ายก็ยังอยู่ในสภาวะที่ยอมรับ ถ้าค่า EPS ในปีถัดมากดีมากพอ

New Products, New Management, New Highs

การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นอย่างมากมักจะมีความเกี่ยวข้องกับคำว่า “New” ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการใหม่, CEO คนใหม่, เทคโนโลยีใหม่ หรือแม้แต่ราคาหุ้นสูงสุดราคาใหม่

หนึ่งในข้อสรุปทของการศึกษาของ O’Neil นั้นค่อนข้างน่าจะประหลาดใจคือนักลงทุนจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองฉลาด ซึ่งจะไม่ยึดติดรูปแบบกับคำที่ว่า “ซื้อถูก ขายแพง” แต่จะใช้คำว่า “ซื้อแพง ขายแพงกว่า”

จากการศึกษาของ O’Neil พบว่าราคาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อหุ้นคือเมื่อราคามีการย้ายราคาไปอยู่ในช่วงค่าสูงสุดอันใหม่แล้วประมาณ 2 ถึง 15 เดือน และการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ซึ่งอาจจะเกิดการขาดแรงต้าน (ขาดผู้ขาย)

Shares Outstanding

 ปริมาณการซื้อจำนวนมากที่จะส่งผลให้ราคามีการขยับต้องใช้ 400 ล้านหุ้น (ข้อมูลตลาด Dow Jone) ถึงอย่างไรก็ตามปริมาณการซื้อที่จะสร้างแรงในการผลักดันหุ้นจะใช้เพียง 4 ถึง 5 ล้านหุ้นเท่านั้น

Leader

ถึงแม้ว่าไม่การรับประกันความพึงพอใจติดไว้ที่หุ้นที่คุณคิดจะซื้อ แต่ O’Neil พบว่าราคามีโอกาสในการทำไรในการลงทุนสูงกว่าถ้าคุณซื้อหุ้นของบริษัทผู้นำตลาดในด้านนั้น และเขาพบว่าหุ้นที่เป็นผู้นำมักจะดีกว่าหุ้นในตลาดโดยรวม

Institutional Sponsorship

แหล่งใหญ่ของอุปสงค์และอุปทานมาจากผู้ซื้อแบบสถาบัน (ไม่ว่าจะเป็นกองทุน, ธนาคาร, บริษัทประกัน เป็นต้น) โดยที่หุ้นไม่จำเป็นต้องมีสถาบันจำนวนมากชื่นชม จากการศึกษาของ O’Neil พบว่าถ้าเป็นที่ชื่นชอบของสถาบันอย่างน้อย 3 ใน 10 ก็จะทำให้ราคาของหุ้นตัวนั้นดีกว่าทั่วไป ถึงอย่างไรก็ตามถ้าหุ้นเป็นที่ชื่นชอบของสถาบันเป็นอย่างมากก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดี ถ้าหุ้น 70 ถึง 80% ของหุ้นที่มีการเทรดมาจากสถาบันแล้ว ผลก็คือสถาบันถือหุ้นเยอะเกินไป ซึ่งจะนำมาถึงการขายมากเกินไป O’neil รู้สึกว่ามันเป็นการดีมากที่จะซื้อหุ้นในขณะที่มีนักลงทุนสถาบันไม่กี่แห่งสนใจ ก่อนนักลงทุนสถาบันทั้งหมดสนใจ

 

ทิศทางตลาด

นี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในสูตรการคำนวณ  ถึงแม้ว่าหุ้นจะเป็นหุ้นที่ดี คุณก็อาจจะขาดทุนได้ถ้าตลาดโดยรวมลดลงอย่างรุนแรง ประมาณ 75% ของหุ้นจะมีการเคลื่อนที่ตามตลาดโดยรวม นั้นหมายความว่าคุณสามารถเลือกหุ้นที่ดีตามข้อกำหนดที่กล่าวมา แต่ถ้าคุณเข้าลงทุนในช่วงผิดทางของตลาด หุ้นของคุณก็อาจจะไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น ตัวดัชนีชี้วัดตลาดถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วงในการหาสภาพทั่วไปของตลาด O’Neil กล่าวว่า “เรียนที่จะแปลข้อมูลกราฟราคาและปริมาณการซื้อขายในแต่ละวัน คุณจะไม่มีวันที่จะตกขบวน และคุณก็ไม่ต้องสวนกระแสกับตลาดด้วย”

บทความก่อนหน้านี้ : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ CANDLESTICKS
บทความต่อไป : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ CHAIKIN OSCILLATOR

 

Share →
Read more:
หน้าจอโปรแกรม Martview
อ่านหนังสือบนคอมพิวเตอร์ของคุณอย่างมีความสุขด้วย MartView

Close