Share →

หลักการ

Chaikin Oscillator ได้มาจากแนวความคิดของ Joe Granville  และ Larry William โดยผู้สร้างคือ Marc Chaikin ซึ่ง Chaikin Oscillator เป็นค่าเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่ของการแกว่งโดยมีพื้นฐานมาจาก Accumulation/Distribution indicator

 

ความหมาย

จากคำกล่าวของ Marc Chaikin

การวิเคราะห์ทางเทคนิคของตลาดและหุ้นรายตัวจะต้องรวมการศึกษาเกี่ยวกับปริมาณการซื้อขายเข้าไว้ด้วยเพื่อให้เห็นภาพของการเคลื่อนไหวของตลาด การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายจะช่วยให้เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งที่เกิดขึ้นที่สะท้อนออกมาถึงการเปลี่ยนแปลงราคา บ่อยครั้งที่ปริมาณการซื้อขายมีความขัดแย้งกับการเคลื่อนไหวของราคา ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกถึงการกลับตัว ปกติแล้วปริมาณการซื้อขายมักจะถูกว่ามีนัยสำคัญเป็นอย่างมาก แต่มีงานศึกษาเกี่ยวกับปริมาณการซื้อขายไม่เยอะ จนกระทั่ง Joe Granville และ Larry Williams เริ่มชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของราคากับปริมาณการซื้อขายในช่วงปลายทศวรรตที่ 1960 ซึ่งเป็นแนวความคิดใหม่ในยุคนั้น

 เป็นระยะเวลาหลายปีที่ความสัมพันธ์ของราคาและปริมาณการซื้อขายมีการเคลื่อนไหวในทางเดียวกัน แต่ถ้าความสัมพันธ์มีการเปลี่ยนแปลง ราคามักจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนทิศทาง หลักการของ Granville OBV คือดูปริมาณการซื้อขายโดยจะบวกเพิ่มเมื่อปริมาณการซื้อขายเพิ่ม และหักออกเมื่อปริมาณการซื้อขายลดลง ซึ่งจะก่อให้เกิดจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดจำนวนมากทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง โดย OBV สามารถระบุถึงจุดราคาสูงสุดหรือต่ำสุดได้ ถึงอย่างไรก็ตามเส้น OBV จะให้สัญญาณของ Divergence กับราคาสูงสุดต่ำสุด โดยเป็นสัญญาณทางเทคนิคที่ดีและมักจะนำมาใช้ในการระบุการกลับตัวของราคาได้ด้วย

 Larry Williams ได้นำหลักการของ OBV มาปรับปรุง เพื่อจะใช้คำนวณในตลาดหรือหุ้นแต่ละตัวได้ด้วย โดย Granville ทำการเปลี่ยนแปลงราคาปิดกับราคาปิดของวันก่อน ในขณะที่ Williams ได้ทำการเปรียบเทียบราคาปิดกับราคาเปิด โดยนาย Williams ได้สร้างเส้นผลรวมโดยเพิ่มเปอร์เซ็นของปริมาณการซื้อขายเทียบกับปริมาณการซื้อขายทั้งหมด ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิดและลบเปอร์เซ็นของปริมาณการซื้อขายออกเมื่อราคาปิดปิดต่ำกว่าราคาเปิด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดีกว่าวิธี OBV แบบดั้งเดิมเป็นอย่างมาก

 โดยนาย Williams ได้นำหลักการวิเคราะห์นี้ไปวิเคราะห์ตลาดหุ้น Dow Jones เพื่อใช้เป็นสัญญาณในการซื้อขาย ในต้นปี 1970 ราคาเปิดของหุ้นถูกตัดออกจากข้อมูลในหนังสือพิมพ์ทำให้สูตรของ William ใช้งานยาก จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการสร้าง Chaikin Oscillator ขึ้นมาแทน โดย Chaikin Oscillator เป็นเครื่องมือที่ดีมากสำหรับการบ่งบอกสัญญาณซื้อและขาย ซึ่งเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้งานดัชนีแบบนี้เป็นอย่างมาก

 มี 3 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Chaikin Oscillator

สิ่งแรก  คือ ถ้าราคาหุ้นหรือตลาดมีราคาปิดอยู่เหนือกว่าค่าตรงกลาง ( ผลบวกของราคาสูงสุดและราคาต่ำสุด /2) จะนำค่าในวันนั้นมารวม แต่ถ้าถ้าราคาปิดอยู่ต่ำกว่าค่าตรงกลางจะนำค่าในวันนั้นมาหักออกจากผลรวม

สิ่งที่สอง คือ ถ้าหุ้นขึ้นและปริมาณการซื้อขายเพิ่ม ซึ่งปริมาณการซื้อขายเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่จะผลักดันให้หุ้นขึ้นไป แต่ถ้าปริมาณการซื้อขายไม่เยอะจะเป็นการบอกว่าเชื้อเพลิงในการผลักดันหุ้นให้หุ้นกำลังจะขึ้นกำลังหมด

สิ่งที่สาม เมื่อคุณใช้ Chaikin Oscillator คุณจะสามารถจับตาดูการไหลเข้าออกของปริมาณการซื้อขายของตลาดได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของราคา จะช่วยให้คุณหาจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดทั้งในระยะสั้นและระยะกลางได้

 ปกติแล้วผมใช้ price envelop แบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 21 วันและ overbought/oversold รวมกับ Chaikin Oscillator สำหรับเป็นสัญญาณทางด้านเทคนิคในระยะสั้งและระยะกลาง

 สัญญาณที่สำคัญที่สุดที่ถูกสร้างขึ้นโดย Chaikin Oscillator จะเกิดขึ้นเมื่อราคาสร้างจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดใหม่ซึ่งจะเป็นจุด Overbought หรือ Oversold ใหม่

  1. สัญญาณในแนวโน้มระยะกลางมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการที่จะสวนแนวโน้ม
  2. การสร้างจุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุดอีกครั้ง ไม่ได้สามารถสรุปราคาต่อไปควรจะไปในทิศทางนั้น

อีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถใช้ Chaikin Oscillator คือใช้เพื่อดูการเปลี่ยนทิศทางโดยใช้เป็นสัญญาณซื้อหรือขาย แต่มันจะสามารถทำได้เมื่ออยู่ในเทรนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพูดว่าหุ้นมีราคาเหนือค่าเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่ 90 วัน และอยู่ในช่วงขาขึ้น ค่าของ Oscillator มีทิศขึ้นด้วย โดยถ้าค่าอยู่ในช่วงจะเป็นสัญญาณซื้อ โดยราคาหุ้นจำเป็นต้องมีราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 90 วันเท่านั้น

ในส่วนขาลงของ oscillator ถ้าค่าอยู่ในช่วงบวก จะเป็นสัญญาณซื้อ ถ้าหุ้นมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 90 วันเท่านั้น

 

ตัวอย่าง

จากกราฟด้านล่างแสดงหุ้น Eastman Kodak และ Chaikin Oscillator โดยมี Divergence เกิดขึ้น (ราคาหุ้นขึ้นสร้างจุดสูงสุดใหม่ในขณะที่ค่า Oscillator มีค่าลดลง) ที่จุด “A” และ “B” โดย Divergence จะเป็นตัวบอกให้ระวังถึงการปรับตัวของราคาที่จะตามมา

 

การคำนวณ

ค่า Chaikin Oscillator ถูกสร้างโดยหาผลต่างของของ Exponential moving average แบบ 3 วันของ Accumulation/Distribution กับ Exponential moving average แบบ 10 วันของ Accumulation/Distribution

บทความก่อนหน้านี้ : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ CANSLIM
บทความต่อไป : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ COMMODITY CHANNEL INDEX

Share →
Read more:
ธุรกิจคาร์แคร์
Close