Share →

หลักการ

ดัชนี Ease of Movement แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการซื้อขายและราคาของหุ้นที่เปลี่ยนไป โดยดัชนีจะใช้บอกว่าต้องการปริมาณการซื้อขายมากเท่าไรที่ใช้ในการผลักดันราคาหุ้นให้เปลี่ยนแปลง

 ดัชนี Ease of Movement ถูกพัฒนาขึ้นโดย Richard W. Arms Jr ซึ่งเป็นคนเดียวกับผู้คิด Equivolume

 

ความหมาย

ถ้าค่า Ease of Movement มีค่าสูง หมายความว่า ราคาหุ้นจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ในปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง แต่ถ้าค่า Ease of Movement มีค่าต่ำ หมายความว่า ราคาหุ้นจะสามารถปรับลงได้ในปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง ถ้าราคาหุ้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือ ถ้าต้องใช้ปริมาณการซื้อขายอย่างมากเพื่อที่จะทำให้ราคาหุ้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ค่าดัชนี Ease of Movement จะมีค่าเกือบเป็นศูนย์

ค่า Ease of Movement ใช้เพื่อบ่งบอกสัญญาณซื้อเมื่อค่าดัชนีนี้ตัดผ่านเหนือค่าศูนย์ ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าราคามีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นได้ไม่ยาก โดยสัญญาณขายจะเกิดขึ้นเมื่อดัชนีตัดผ่านค่าศูนย์ในทิศทางพุ่งลง ซึ่งเป็นการบอกว่าราคามีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงได้ไม่ยาก

 

ตัวอย่าง

ราฟแสดงหุ้น Compaq และค่า Ease of Movement แบบ 14 วัน และมีการแสดงหุ้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 9 วันของ Ease of Movement ในกราฟอีกด้วย

 

 

จุดซื้อและจุดขายแสดงในกราฟโดยใช้ลูกศรเป็นสัญลักษณ์โดยสัญญาณเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อค่าเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่ของดัชนีตัดผ่านค่าศูนย์

 

การคำนวณ

การคำนวณค่าดัชนี Ease of Movement ในขั้นแรกต้องคำว่า Midpoint Move ตามสมการด้านล่าง

 

ในขั้นต่อมา ทำการคำนวณ “High-Low” Box Ratio โดยใช้ค่าเศษของการเศษส่วนที่มีส่วนเป็นแปดมาใช้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคำนวณค่า High-Low ได้เท่ากับ 1-1/2 จุด = 12/8 เราจะใช้ค่าเท่ากับ 12

 

 

ดัชนี Ease of Movement (“EMV”) คำนวณจากค่า Midpoint Move และ Box Ratio

โดยปกติแล้วค่าดัชนี Ease of Movement จะถูกทำให้เรียบขึ้นโดยใช้ค่าเฉลี่ยแบบเคลื่อนที่

 

บทความก่อนหน้านี้ : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ DOW THEORY
บทความต่อไป : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ EFFICIENT MARKET THEORY

Share →
Read more:
การใช้งานโปรแกรม recuva
โปรแกรม Recuva กับ การกู้ไฟล์ข้อมูลที่ถูกลบอย่างง่ายๆ

Close