Share →

ภาพรวม

การวิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานเป็นการวิเคราะห์ถึงเศรษฐศาสตร์, อุตสาหกรรม และสภาวะของบริษัท เพื่อใช้ในการประเมินราคาของหุ้นของบริษัท การวิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานปกติจะให้ความสำคัญกับรายงานทางการเงินของบริษัทเพื่อหาราคาของหุ้นที่ควรจะเป็น

 จริงๆแล้ว คุณอาจจะพบหัวข้อเกี่ยวกับการวิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานในหนังสือเกี่ยวกับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค ซึ่งหลักการในการวิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานกับการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคจริงๆแล้วไม่แตกต่างกันมากมายเหมือนกับคนทั่วไปคิด โดยปกติแล้วการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคมักจะนิยมใช้กราฟเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ ตัวอย่างเช่น เปรียบเทียบผลของอัตราดอกเบี้ยกับการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้น นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเลือกหุ้นที่จะลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานและใช้การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคในการจับแนวโน้มของราคาหุ้น ถ้าคุณอยากเป็นนักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จ คุณควรจะเรียนรู้การวิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานเข้าไปด้วย

 
ความหมาย

การวิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานมักจะให้ความสำคัญกับสภาวะเศรษฐกิจ, อุตสหกรรม และข้อมูลของบริษัท การวิเคราะห์หุ้นแบบพื้นฐานสามารถแบ่งขั้นตอนออกได้เป็น 4 ขั้น

  1. ศึกษาสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
  2. ศึกษาสภาพของอุตสาหกรรมนั้น
  3. ศึกษาสภาพของบริษัท
  4. ศึกษามูลค่าของหุ้น

การวิเคราะห์เศรษฐกิจ

การศึกษาเศรษฐกิจจะเป็นการศึกษาถึงสภาวะทั่วไปว่าดีหรือแย่ ศึกษาผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อ? อัตราดอกเบี้ยควรจะเพิ่มหรือจะลด? พฤติกรรมของการใช้จ่ายของคนโดยทั่วไป? นี้เป็นเพียงตัวอย่างของคำถามที่นักลงทุนที่ใช้วิธีการวิเคราะห์พื้นฐานควรจะถามถึงสภาวะเศรษฐกิจว่าควรจะลงทุนในตลาดหุ้นหรือไม่

 

การวิเคราะห์อุตสาหกรรม

สภาวะของอุตสาหกรรมมักจะส่งผลต่อสภาวะของบริษัทเป็นอย่างมาก จนนักลงทุนเก่งๆหลายคนไม่เลือกที่จะลงทุนในบริษัทที่ให้ผลตอบแทนที่ดีถ้าสภาวะของอุตสาหกรรมนั้นไม่ดี มีคำพูดที่มักจะใช้ในการลงทุนว่า หุ้นที่แย่ในสภาวะอุตสาหกรรมดีกว่าหุ้นที่ดีในสภาวะอุตสาหกรรมแย่

 

การวิเคราะห์บริษัท

หลังจากที่เราตรวจสอบสภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแล้ว เรามีความจำเป็นที่ต้องทำการตรวจสอบสภาพทางการเงินของบริษัทด้วย โดยปกติเราจะทำการตรวจสอบสภาพทางการเงินของบริษัทจากรายงานทางการเงินของบริษัทเอง โดยดูจากอัตราส่วน 5 หมวดซึ่งได้แก่ ความสามารถในการทำกำไร, ราคา, สภาพคล่องทางการเงิน, leverage และประสิทธิภาพ ในการวัดความสามารถของอัตราส่วนของบริษัทนั้นควรจะต้องทำการเปรียบเทียบอัตราส่วนกับบริษัทที่มีลักษณะการดำเนินการในลักษณะใกล้เคียงกัน

เราลองมาดูอัตราส่วนที่นิยมใช้งานกัน

 - Net Profit Margin อัตราส่วนนี้เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารรถในการทำกำไรโดยคำนวณจากรายได้สุทธิหารด้วยยอดขายทั้งหมด โดยอัตราส่วนดังกล่าวจะบ่งบอกว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรได้เท่าไรเมื่อมียอดขายหนึ่งบาท ตัวอย่างเช่น ถ้า net profit margin มีค่าเท่ากับ 30% หมายความบริษัทจะสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้ $0.30 เมื่อมียอดขายเพิ่มขึ้นทุกๆ $1.00

 

- P/E Ratio อัตราส่วนนี้คำนวณมาจากราคาหุ้นในปัจจุบันหารด้วยรายรับ 4 ไตรมาสที่ผ่านมาต่อหนึ่งหุ้น(EPS)

 ค่า P/E แสดงให้เห็นว่านักลงทุนจำเป็นต้องซื้อหุ้นในราคาเท่าไรถึงจะทำให้บริษัทมีรายรับ 1 บาท ตัวอย่างเช่น ถ้าหุ้นราคา $20 และค่า EPS สำหรับ 4 ไตรมาสที่ผ่านมาเท่ากับ $2 ดังนั้นค่า P/E ratio เท่ากับ 10 (จากตัวอย่างจะได้ว่า $20 / $2 = 10) ซึ่งนั้นหมายความว่า นักลงทุนต้องจ่ายเงิน $10 เพื่อซื้อรายได้บริษัท $1

ในการเปรียบเทียบค่า P/E ratio ของบริษัทควรจะทำการเปรียบเทียบค่า P/E ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน บริษัทใดมีค่า P/E ยิ่งต่ำ ยิ่งดี

 
- Book Value Per Share คืออัตราส่วนของราคาของมูลค่าสินทรัพย์ตามที่บันทึกไว้หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด ราคาของมูลค่าสินทรัพย์ตามที่บันทึกไว้นั้นขึ้นอยู่กับวิธีการทางบัญชีที่จะพิจารณาอายุของสินทรัพย์ มูลค่าสินทรัพย์ตามที่บันทึกไว้ในบัญชีเป็นตัวช่วยในการพิจารณาว่าหุ้นนั้นราคาสูงหรือต่ำกว่าเกินจริงหรือไม่ ถ้าราคาหุ้นมีการซื้อขายที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์แล้วนั้นอาจจะเป็นดัชนีที่บ่งบอกว่าราคาหุ้น ณ ปัจจุบันนี้ราคาหุ้นนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงแล้ว

 

- Current Ratio ค่า Current Ratio เป็นอัตราส่วนเกี่ยวกับสภาพคล่องของบริษัท โดยคำนวณจากสินทรัพย์ของกิจการในปัจจุบันหารด้วยหนีสิ้นในปัจจุบัน อัตราส่วนนี้เป็นการวัดความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการหนี้สิน ถ้าค่าอัตราส่วนนี้มีค่าสูงหมายความว่าบริษัทนี้มีสภาพคล่องดี ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทหนึ่งมีค่า current ratio เท่ากับ 3.0 หมายความว่าบริษัทนี้มีความสามารถในการจ่ายหนี้ได้มากถึงสามเท่าของหนี้สินที่บริษัทมีอยู่ในปัจจุบัน

 

- Debt Ratio อัตราส่วน Debt Ratio ใช้วัด leverage ratio ซึ่งคำนวณจากหนี้สินทั้งหมดหนารด้วยสินทรัพย์ทั้งหมด อัตราส่วนนี้จะครอบคลุมถึงสินทรัพย์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ใช้ในการกู้เงินก็ตาม ตัวอย่างเช่น debt ratio เท่ากับ 40% เป็นการบอกว่า บริษัทนี้ใช้สินทรัพย์ไป 40% เพื่อทำการกู้ยืมเงิน หนี้สินเหมือนดาบสองคม ระหว่างที่เศรษฐกิจไม่ดีหรืออัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขา บริษัทที่มีค่า Debt Ratio สูง อาจจะเกิดปัญหาทางการเงินได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าช่วงเวลาที่เหมาะสม หนี้สินสามารถสร้างผลกำไรจากการลงทุนใหม่ที่มีต้นทุนต่ำก็ได้

 

- Inventory Turnover ค่า Inventory Turnover เป็นค่าทีใช้วัดประสิทธิภาพของกิจการโดยการคำนวณมาจากค่าใช้จ่ายของสินค้าที่ขายหารด้วยจำนวนสินค้าคงคลัง ซึ่งค่านี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการสินค้าคงคลังของบริษัทโดยแสดงเป็นจำนวนครั้งที่สินค้าคงคลังที่มีการหมุนเวียนต่อปี โดยค่า Inventory Turnover เป็นค่าที่ขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ร้านค้าของปลีกจะมีค่า turnover ที่สูงกว่าบริษัทผลิตเครื่องบิน จากที่กล่าวไว้ข้างต้น มันเป็นการสำคัญมากถ้าเราต้องการจะเปรียบเทียบอัตราส่วน เราจำเป็นต้องเปรียบเทียบอัตราส่วนต่างๆ กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน

 

การประเมินราคาหุ้น

หลังจากที่เราพิจาณาสภาวะการของเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และตัวบริษัทเอง การวิเคราะห์หุ้นจากปัจจัยพื้นฐานจะทำการประเมินราคาหุ้นว่า ราคาหุ้นในปัจจุบันมีค่าสูง หรือต่ำกว่าความเป็นจริง

มีวิธีการประเมินราคาหุ้นหลายวิธีซึ่งจะช่วยในการหามูลค่าหุ้นที่เหมาะสม วิธีการประเมินจากเงินปันผล ซึ่งจะให้ความสนใจจากราคาปัจจุบันเทียบกับเงินปันผล ส่วนวิธีการประเมินจากรายได้จะให้ความสนใจกับราคาปัจจุบันเทียบกับรายได้ และวิธีการประเมินจากสินทรัพย์จะให้ความสนใจต่อมูลค่าของสินทรัพย์ของบริษัท

บทความก่อนหน้านี้ : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ FOURIER TRANSFORM
บทความต่อไป : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ INTEREST RATES

Share →
Read more:
powerpoint
ปรับแต่งค่าในการพิมพ์ของ Powerpoint

Close