Share →

ตัวชี้วัดเป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่สามารถประยุกต์ใช้กับราคาหุ้นและ/หรือปริมาณการซื้อขาย โดยผลลัพธ์ของการคำนวณจะใช้บ่งบอกบางสิ่งอย่างของการเปลี่ยนแปลงราคาในอนาคต ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving average) มันถูกคำนวณเพื่อให้เห็นว่าราคาของหุ้นในอนาคตมีแนวโน้มไปที่ราคาเท่าไรซึ่งจะช่วยให้เราทำนายราคาในอนาคตได้
โดยในบทความนี้เราจะพูดถึงตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่เป็นพระเอก ที่นักวิเคราะห์หลายคนนิยมใช้กัน ซึ่งก็คือ Moving Average Convergence Divergence (MACD)

MACD
MACD เป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เกิดจากการหักลบราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ 26 วัน จากราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ 12 วันของหุ้นตัวนั้น โดยผลลัพธ์จะมีค่าแกว่งอยู่มากกว่าหรือน้อยกว่าศูนย์

เมื่อค่า MACD มีค่ามากกว่าศูนย์ หมายความว่าราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ 12 วันมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ 26 วัน ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่า ความต้องการซื้อหุ้นในปัจจุบันมีค่ามากกว่าความต้องการซื้อหุ้นในสมัยก่อน ซึ่งความต้องการหุ้นที่เพิ่มขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงเส้นอุปสงค์อุปทาน เมื่อค่า MACD น้อยกว่าศูนย์ หมายความว่าราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ 12 วันมีค่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ยนเคลื่อที่ของ 26 วัน หมายความว่ามีในปัจจุบันมีความต้องการขายมากกว่าในอดีต

รูปที่ 1 แสดงราคาของหุ้นชื่อ Autozone และค่า MACD ของหุ้นตัวนี้ ในกราฟผมได้แสดงค่าว่าเป็น “Bullish”(มีความต้องการซื้อ) เมื่อค่า MACD สูงกว่าศูนย์และผมได้ใส่คำว่า “Bearish” (มีความต้องการขาย) เมื่อไรที่ค่า MACD ต่ำกว่าศูนย์ โดยในรูปได้มีการแสดงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ 12วันและ 24 วันในกราฟราคาด้วย


รูปที่ 1

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 9 วัน (ไม่ใช่ราคาหุ้นปัจจุบันนะครับ) มักจะทำการลากใส่ไว้กับตัวดัชนี MACD โดยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 9 วัน มักจะมีชื่อเรียกว่า “signal”

จากรูปที่ 2 จะแสดงเส้น MACD (เส้นทึบ) และเส้น signal (เส้นประ) โดยสัญญาณ “ซื้อ” จะถูกวาดในรูปกราฟเมื่อเส้น MACD อยู่เหนือเส้น signal และสัญญาณ “ขาย” จะถูกวาดในรูปกราฟเมื่อเส้น MACD อยู่ใต้เส้น signal


รูปที่ 2.

เมื่อเราย้อนมองถึงหลักการของเทคนิคนี้กันสักนิด ค่า MACD เป็นความแตกต่างของราคาระหว่างค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองอัน เมื่อไรก็ตามที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นมีค่ามากกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว (ค่า MACD มีค่ามากกว่า 0) นั้นหมายความว่านักลงทุนมีความคาดหวังที่จะซื้อมากกว่า (อาจเกิดจากการการเลื่อนตัวขึ้นของเส้นอุปสงค์/อุปทาน) เมื่อเราทำการวาดเส้น MACD ของ 9 วัน เราจะพบว่าเห็นถึงการเปลี่ยนความคาดหวังของนักลงทุนที่เกิดขึ้น

ดัชนีบอกก่อนราคาเปลี่ยน (leading indicator) หรือดัชนีราคาเปลี่ยนแล้วค่อยบอก (lagging indicator)อะไรดีกว่ากัน
การใช้ MACD เป็นตัวอย่างการเล่นหุ้นแบบตามแนวโน้ม (trend following) (รูปที่ 3) ตัวดัชนีนี้จะทำงานได้ดีมากเมื่อราคาเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โดยดัชนีพวกนี้ไม่มีการบอกให้คุณทราบถึงการเปลี่ยนแปลงราคาที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่มันจะบอกเพียงแค่ว่าราคาตอนนี้มีลักษณะอย่างไร (ราคาสูงขึ้นหรือลดลง) ซึ่งจะทำให้คุณสามารถลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเล่นหุ้นแบบตามแนวโน้มนั้นคุณจะต้องซื้อและขายช้าจากที่ควรจะเป็นนิดหนึ่ง ซึ่งการที่คุณผ่านโอกาสในช่วงแรกนั้น จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงอย่างมากในการที่คุณอยู่ผิดฝั่งในตลาด สำหรับผมการเข้าช้าไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การเข้าผิดอันนี้เจ็บตัวครับ

รูปที่ 3

ตัวดัชนีสำหรับการเล่นหุ้นแบบตามแนวโน้ม (trend following) จะทำงานได้แย่มากเมื่อตลาดอยู่ในช่วงการแกว่งตัว (sideway) ดูได้จากรูปที่ 4

รูปที่ 4.

เรามาดูตัวดัชนีอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “leading” ซึ่งดัชนีพวกนี้จะช่วยบอกว่าราคาในอนาคตควรจะเป็นแบบไหน โดยดัชนีแบบนี้ให้ผลตอบแทนที่สูงแต่ก็ต้องแลกด้วยความเสี่ยงที่สูงด้วยเช่นกัน ซึ่งดัชนีประเภทนี้จะทำงานได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงการแกว่งตัว (sideway)
ดัชนีแบบนี้จะทำงานโดยการวัดจากการที่มีคนซื้อมากเกินไป หรือ ขายมากเกินไป ในหุ้นตัวนั้น ถ้าหุ้นตัวนั้นมีการการขายมากเกินไปราคาก็จะตกลงมา (ดูรูปที่ 5 ประกอบ)

รูปที่ 5

ถ้าจะถามว่าคุณควรใช้ดัชนีแบบไหนดี ระหว่างพวกดัชนีบอกก่อนราคาเปลี่ยนหรือดัชนีที่ราคาเปลี่ยนแล้วค่อยบอก จริงๆ แล้วไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้ มันอยู่ที่ความพอใจของนักลงทุนเอง จากประสบการณ์ของนักลงทุนหลายๆท่านที่ผมรู้จัก (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) ผมเลือกใช้การลงทุนแบบตามแนวโน้ม (trend following) มากกว่าการที่จะทำนายราคาในอนาคตเอง แต่อย่างไรก็ตามผมก็รู้จักนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่ใช้ดัชนีแบบบอกก่อนราคาเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน
ราคาตามแนวโน้มกับราคาซื้อขายจริง
มีระบบการเล่นหุ้นหลายแบบมีตัวดัชนีหลายตัวที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการหาราคาหุ้นที่ควรจะเป็น คุณควรใช้ดัชนีราคาเปลี่ยนแล้วค่อยบอก (lagging indicator) ในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน (trending market)และใช้ ดัชนีบอกก่อนราคาเปลี่ยน (leading indicator) ในกรณีทีตลาดไม่มีแนวโน้ม (trading market) แต่การที่เราจะดูว่าหุ้นในปัจจุบันอยู่ในตลาดแบบที่มีแนวโน้มชัดเจน (trending market) หรือเป็นตลาดไม่มีแนวโน้ม (trading market) ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (ดูรูปที่ 6)

รูปที่ 6.

การลู่ (Divergences)
การลู่ (divergence) เกิดขึ้นเมื่อแนวโน้มของราคาไม่สอดคล้องกับแนวโน้มของค่าดัชนี มีหลายตัวอย่างที่จะกล่าวถึง
ในกราฟรูปที่ 7. แสดงการลู่ (divergence) ของราคาหุ้น Whirlpool กับ ค่า CCI (Commodity Channel Index) แบบ 14 วัน โดยราคาของ Whirlpool ทำราคาปิดสูงสุดในขณะที่ค่า CCI ตกลงเมื่อราคาของหุ้นทำราคาสูงสุด เมื่อเกิดสภาวะการลู่แบบในรูปที่ 7. นั้นราคาของหุ้นจะค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไปในแนวเดียวกับตัวดัชนี เพราะตัวดัชนีเป็นตัววัดแนวโน้มของราคาได้ดีกว่าตัวราคามันเองด้วยซ้ำ

รูปที่ 7.

 

บทความก่อนหน้านี้ : หัดเล่นหุ้นต้องดูเส้นแนวโน้มราคาเป็น
บทความต่อไป : ดัชนีชี้วัดตลาดหุ้น

Tagged with →  
Share →
Read more:
ธุรกิจขนาดย่อม
Close