Share →

ทุกเทคนิคที่กล่าวไว้นั้นเกิดจากการคำนวณมาจากราคาของหุ้น (ไม่ว่าจะเป็นราคาสูงสุด, ราคาต่ำสุด, ราคาปิด และปริมาณการซื้อขาย เป็นต้น) มีเครื่องมือทางเทคนิคอีกประเภทหนึ่งจะถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นตัววัดการเปลี่ยนแปลงของหุ้นในภายรวมของตลาด ซึ่งดัชนี้พวกนี้มักจะถูกเรียกว่า “maket indicator” ในที่นี้ผมขอใช้คำว่า “ดัชนีชี้วัดตลาด” เพราะดัชนีนี้จะชี้วัดตลาดทั้งตลาดไม่ได้ดูแค่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ดัชนีชี้วัดตลาดปกติจะทำการวิเคราะห์ในตลาดหุ้นแต่ก็ยังสามารถไปใช้ในตลาดประเภทอื่นได้ด้วยเช่น (ตลาด Future)

ในขณะที่ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์มาจากข้อมูลบางอย่างของหุ้นแต่ละตัวเท่านั้นเช่น ราคาเปิด, ราคาปิด, ราคาต่ำสุด หรือ ปริมาณการซื้อขาย เป็นต้น เช่น จำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดในวันนี้, จำนวนหุ้นที่มีราคาเพิ่มขึ้น, ปริมาณการซื้อขายของหุ้นที่มีราคาเพิ่มขึ้น เป็นต้น ตัวดัชนีชี้วัดตลาดไม่สามารถที่จะคำนวณจากหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเพราะข้อมูลหุ้นเพียงตัวเดียวไม่สามารถสะท้อนภาพของตลาดได้
ตัวดัชนีชี้วัดตลาดจะมีให้ข้อมูลทางด้านลึกสำหรับการวิเคราะห์เชิงเทคนิค เพราะมันจะให้ข้อมูลที่มากกว่าราคาและปริมาณการซื้อขาย โดยปกติแล้วนักวิเคราะห์มักจะใช้ตัวดัชนีชี้วัดตลาดในการการหาว่าทั้งตลาดจะมีทิศทางไปทางใดและจะใช้ตัวดัชนีด้านราคา/ปริมาณการซื้อขายในการเลือกที่จะซื้อหรือขายในหุ้นแต่ละตัว ถ้าเราจะเปรียบเทียบว่า “เรือทุกลำจะลอยขึ้นเมื่อน้ำขึ้น” นั้นหมายความว่าจะมีความเสี่ยงน้อยลงในหุ้นเมื่อตลาดหุ้นอยู่ขาขึ้น

ประเภทดัชนีวัดตลาด
ดัชนีวัดตลาดปกติจะถูกแบ่งออกเป็น 3 แบบ
1. monetary
2. sentiment
3. momentum

เรามาดูดัชนีตัวแรก คือดัชนีประเภท monetary ซึ่งดัชนีนี้จะให้ความสำคัญกับข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลักเช่น อัตราดอกเบี้ย เป็นต้น โดยดัชนีประเภทนี้จะวัดสภาพทางเศรษฐกิจกที่กิจการดำเนินการอยู่ โดยปัจจัยภายนอกพวกนี้จะส่งผลโดยตรงกับความสามารถในการทำกำไรและราคาหุ้นของกิจการ

ส่วนดัชนีประเภท sentiment จะเป็นดัชนีที่ให้ความสำคัญกับความคาดหวังของนักลงทุน ซึ่งบ่อยครั้งที่ความคาดหวังเหล่านี้สามารถอธิบายได้ด้วยราคาของหุ้นได้ โดยหุ้นแต่ละตัวนั้น ราคาของหุ้นแต่ละตัวจะเป็นการวัดความคิดความเห็นของนักลงทุน ถึงอย่างไรก็ตามในตลาดหุ้นมักจะมีตัวดัชนีแบบ sentiment หลายตัว ซึ่งได้แก่ number of odd lot sales (ดูว่านักลงทุนขนาดเล็กกำลังทำอะไร), pull/call ratio (มีผู้ซื้อจำนวนเท่าไรที่ตั้งราคารอเทียบกับจำนวนผู้ซื้อที่ซื้อในราคาที่ตั้งไว้แล้ว) เป็นต้น

นักลงทุนประเภทสวนกระแส นักลงทุนพวกนี้มักจะใช้ตัวดัชนีประเภท sentiment ในการวัดว่านักลงทุนส่วนใหญ่คิดว่าราคาหุ้นควรจะเป็นอย่างไรต่อไป แล้วนักลงทุนกลุ่มนี้จะทำในสิ่งตรงกันข้าม ลองคิดดูนะครับ ถ้าทุกคนคิดว่าราคาหุ้นควรจะสูงขึ้น มันก็มีนักลงทุนจำนวนนิดหน่อยเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ผลักราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ หลักการนี้ถูกพิสูจน์มาพอสมควรแล้ว เมื่อนักลงทุนเกือบทั้งตลาดคิดจะเป็นผู้ซื้อ ณ จุดราคาสูงสุด ( เมื่อนั้นนักลงทุนประเภทสวนกระแสจะทำการขาย) และเมื่อนักลงทุนเกือบทั้งตลาดคิดจะขาย ณ จุดต่ำสุด (เมื่อนั้นนักลงทุนประเภทสวนกระแสก็จะทำการซื้อ)

ดัชนีกลุ่มที่ 3 เป็นดัชนีประเภท momentum ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าราคาที่เป็นอยู่นั้นกำลังทำให้เกิดอะไรขึ้น ซึ่งดัชนีพวกนี้ดูลึกลงไปมากกว่าราคาหุ้นปัจจุบัน ตัวอย่างดัชนีประเภท momentum เช่น ดัชนี ราคา/ปริมาณการซื้อขาย (ตัวอย่างเช่น MACD ของตลาดหุ้น) , จำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่เทียบกับจำนวนหุ้นที่ทำจุดต่ำสุดใหม่, ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นเทียบกับจำนวนหุ้นที่ลดลง, เปรียบเทียบปริมาณการซื้อขายของหุ้นที่เพิ่มขึ้นเทียบกับปริมาณการซื้อขายของหุ้นที่ลดลง เป็นต้น

เรามาสรุปดัชนีชี้วัดตลาดทั้ง 3 ประเภทอีกรอบดีกว่านะครับ
1. ดัชนีประเภท monetary จะสะท้อนราคาหุ้น โดยดัชนีประเภทนี้จะบอกว่าราคาหุ้นที่ควรจะเป็นควรจะมีค่าเท่าไร
2. ดัชนีประเภท sentiment เป็นดัชนีที่บอกว่านักลงทุนคิดอย่างไรกับราคาหุ้นในตอนนี้
3. ดัชนีประเภท momentum เป็นดัชนีที่บอกว่าราคาหุ้นที่จุดนั้นทำให้เกิดอะไรขึ้น

ภาพที่ 1 แสดงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (prime rate) กับเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ สัญญาซื้อที่แสดงในรูปจะเกิดขึ้นเมื่อเส้น Prime rate ตัดเหนือเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่ (อัตราดอกเบี้ยกำลังเพิ่มขึ้น) โดยกราฟนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างราคาหุ้นกับอัตราดอกเบี้ย


รูปที่ 1

ส่วนรูปที่สองแสดงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วันของ Pull/Call Ratio (ซึ่งเป็นดัชนีแบบ Sentiment) ในกราฟจะมีสัญญาซื้อเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มีค่าเกินกว่า 85 ซึ่งค่านี้เป็นการบอกว่านักลงทุนเริ่มที่จะเป็นผู้ซื้อจำนวนมากและคาดว่าราคาหุ้นน่าจะลดลง คุณสามารถเห็นว่าแต่ละครั้งที่นักลงทุนเริ่มเป็นผู้ซื้อจำนวนมากนั้น ราคาก็จะเริ่มที่จะขึ้น

รูปที่ 2

รูปที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ 50 สัปดาห์ (ดัชนีแบบ momentum) ของดัชนี S&P 500 โดยสัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อค่าดัชนี S&P มีค่าอยู่เหนือเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ และสัญญาณขายจะเกิดขึ้นเมื่อดัชนี S&P มีค่าอยู่ต่ำกว่าเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่ คุณจะพบว่าดัชนีแบบ momentum จับการเปลี่ยนแปลงได้ทุกครั้งในตลาดหลัก


รูปที่ 3

รูปที่ 4 เป็นการรวมกันของกราฟที่ใช้ดัชนี monetary และ momentum โดยกราฟจะระบุถึงช่วงตลาดผู้ขายเมื่อค่า prime Rate ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ (หมายความว่าอัตราดอกเบี้ยกำลังลดลง) และเมื่อค่าดัชนี S&P อยู่เหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์

รูปที่ 4.

จากรูปที่ 4 เป็นตัวอย่างของการรวมค่าดัชนีทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยคุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าราคาหุ้นจริงๆ ในอนาคตเป็นเท่าไร แต่คุณก็จะพอรู้ว่าเมื่อหุ้นขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงและเมื่อค่าดัชนี S&P มีค่าเหนือกว่าเส้นเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน ซึ่งการที่เรารู้สิ่งนี้เพิ่มขึ้น ทำให้เราลดความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างมากและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อีกด้วย

 

บทความก่อนหน้านี้ : ดัชนี (indicator) ในการเล่นหุ้น
บทความต่อไป : การศึกษาโดยใช้เส้น (Line Studies) & การเกิดซ้ำ (Periodicity) & ช่วงเวลา(Time Element)

Share →
Read more:
picexcel
การกำจัดข้อมูลซ้ำใน Excel

Close