Share →

หลักการ

Relative Strength Index (RSI) เป็น oscillator ที่ได้รับความนิยมในการวิเคราะห์หุ้นเป็นอย่างมาก Relative Strength Index (RSI) ถูกคิดโดยนาย Welles Wilder ในนิตยสาร Commodities ซึ่งในปัจจุบันชื่อนิตยสาร Future ในปี 1975 การคำนวณและการแปลข้อมูล RSI แบบละเอียดสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือ New Concepts in Technical Trading Systems

มีหลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Relative Strength Index ว่า RSI ใช้เปรียบเทียบความสามารถของหุ้นสองตัว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันคือการวัดความแข็งแกร่งภายในของหุ้นแต่ละตัว จริงๆแล้วชื่อที่น่าจะเหมาะสมสำหรับดัชนีนี้ในความคิดของผมน่าจะเป็น “Internal Strength Index. กราฟ Relative strength เป็นการเปรียบเทียบดัชนีสองตัว ซึ่งมันจะอยู่ในเรื่อง Comparative Relative Strength

ความหมาย

เมื่อ Wilder เสนอการใช้งาน RSI เขาเสนอให้ใช้ RSI แบบ 14 วัน ต่อมา RSI แบบ 9 วัน และ 25 วันก็เริ่มได้ความนิยม คุณสามารถเปลี่ยนช่วงเวลาของการคำนวณค่า RSI ได้ โดยเราแนะนำว่าคุณน่าจะลองหาช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการซื้อขายหุ้นของคุณด้วย (ถ้าใช้จำนวนวันน้อยในการคำนวณค่า RSI จะทำให้มีการแกว่งตัวของค่า RSI มาก)

RSI เป็นตัววัดการแกว่งตัวที่เปลี่ยนแปลงตามราคาโดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100 วิธีการวิเคราะห์ค่า RSI ที่ได้รับความนิยมคือการพิจารณา divergence ซึ่งถ้าหุ้นมีการทำราคาสูงสุดขึ้นใหม่ แต่ถ้าค่า RSI ลดลงต่ำกว่าค่าสูงสุดที่แล้ว การ divergence นั้นจะเป็นการบ่งบอกถึงสัญญาณกลับตัวของแนวโนมได้ เมื่อ RSI หันหัวลงและตกต่ำกว่าจุดต่ำสุดใกล้เคียง เราจะเรียกว่า “failure swing” ซึ่ง failure swing นั้นจะเป็นการยืนยันถึงการกลับตัวของราคา

ในหนังสือของนาย Wilder มีคำแนะนำในการใช้ RSI ห้าอย่างในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้แก่

-          จุดสูงสุดและจุดต่ำสุด

จุดสูงสุดปกติจะอยู่สูงกว่า 70 และจุดต่ำสุดปกติจะอยู่ต่ำกว่า 30 โดยค่าดัชนีมักจะไปถึงก่อนที่ราคาจะไปถึง

-          รูปแบบของกราฟ

กราฟ RSI มักจะมีแพทเทิร์นเหมือนกราฟทั่วไปเช่น head and shoulder หรือ สามเหลี่ยม ซึ่งอาจจะเกิดบนกราฟของราคาหุ้นหรือไม่ก็ได้

-          Failure Swings

หรือที่รู้จักกันในชื่อ breakout เกิดขึ้นเมื่อค่า RSI สูงกว่าค่าสูงสุดที่แล้วหรือต่ำกว่ายอดต่ำสุดที่แล้ว

-          แนวรับและแนวต้าน

โดยค่า RSI หลายครั้งจะเห็นแนวรับและแนวต้านชัดเจนมากกว่ากราฟราคาเสียด้วยซ้ำ

-          Divergences

จากที่เรากล่าวไว้ในตอนต้น divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นทำค่าสูงสุด(หรือต่ำสุด) ซึ่งไม่ได้รับการยืนยังในการสร้างค่าสูงสุด (หรือค่าต่ำสุด) ใน RSI ราคาหุ้นมักจะปรับตัวให้เป็นไปตามดัชนี RSI

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ RSI สามารถหาได้จากหนังสือของนาย Wilder

 

ตัวอย่าง

หุ้น PepsiCo กับค่า RSI แบบ 14 วัน

เกิดการ divergence ในช่วงเดือน พฤษภาคม และมิถุนายนโดยราคาหุ้นลดลงในขณะที่ค่า RSI ปรับขึ้น ส่งผลทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเป็นขาขึ้น

 

การคำนวณ

การคำนวณค่า RSI นั้นใช้สูตรในการคำนวณแบบง่ายๆ แต่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมากในการอธิบาย ดังนั้นถ้านักลงทุนผู้ใดสนใจหาอ่านข้อมูลการคำนวณค่า RSI ได้จากหนังสือของ Wilder ผมจะเอาสูตรที่ใช้คำนวณ RSI มาให้ดูแล้วกันนะครับ

 

โดยที่

U = ค่าเฉลี่ยราคาที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น

D = ค่าเฉลี่ยราคาที่เปลี่ยนแปลงลดลง


บทความก่อนหน้านี้ : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ RELATIVE STRENGTH, COMPARATIVE

บทความต่อไป : เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ RENKO

 

Share →
Read more:
Social media marketing เป็นหนึ่งช่องทางที่ทุกคนมองข้าม ห้ามพลาด ทีเด็ด !
Close