Share →

แนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance)

ลองคิดดูนะครับ ราคาของหุ้นมันเป็นผลจากการเผชิญหน้าของผู้ขายกับผู้ซื้อ ผู้ขายพยายามที่จะขายให้ได้ราคาที่สูง ส่วนผู้ซื้อก็พยายามที่จะซื้อในราคาที่ถูก ผลของทิศทางราคาหุ้นจริงๆแล้วขึ้นอยู่กับใครชนะในการเผชิญหน้าระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

เราลองมาดูรูปที่ 1 ซึ่งเป็นราคาของหุ้น Phillip Morris ดูกัน เมื่อไรก็ตามราคาลงมาที่ $45.50 ผู้ซื้อก็จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเพื่อไม่ให้ราคาตกต่ำกว่าราคา $45.50 ดังนั้นราคาที่ $45.50 ผู้ซื้อจะรู้สึกว่าการลงทุนในหุ้น Phillip Morris คุ้มค่าต่อการลงทุน (และผู้ขายไม่ปรารถนาที่จะขายราคาต่ำกว่า $45.50 ด้วย) ราคาในลักษณะนี้เราจะเรียกว่า “แนวรับ” เพราะ ณ จุดนี้ผู้ขายพร้อมที่จะเข้าซื้อที่ราคา $45.50

 

รูปที่ 1.

ในลักษณะเดียวกันสำหรับแนวต้าน ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ขายจะเขามามีอิทธิพลต่อราคามากโดยขายหุ้นทิ้งเพื่อไม่ให้ราคาขึ้นสูงกว่าจุดนี้ ลองดูรูปที่ 2 จะพบว่าเมื่อราคาเข้าใกล้ $51.50 ผู้ขายจะทำการขายหุ้นออกมา เพื่อทำการหยุดราคาไม่ให้ขึ้นต่อจากตรงจุดนี้

 

 รูปที่ 2

ราคาของหุ้นขึ้นอยู่กับการตกลงราคากันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งมันเป็นผลมาจากการคาดหวังของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ซื้อมีความคิดว่าราคาหุ้นควรจะขึ้น ส่วนผู้ซื้อจะมีความคิดว่าราคาหุ้นควรจะลง

แนวรับจะเป็นจุดที่ราคาที่นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าราคาควรจะสูงกว่าจุดนี้ ส่วนแนวต้านจะเป็นจุดที่ราคาที่นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าราคาควรจะลงมากกว่าจุดนี้

แต่ความความหวังและความคิดของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา!!! ถ้าเราลองดูกราฟรูปที่ 3 เราจะพบว่า Dow Industrial จะไม่สูงกว่า 1000 (แสดงด้วยเส้นแนวต้านที่ดูว่าเข้มแข็งมากๆ ) แต่ในช่วงหลัง นักลงทุนยินดีที่จะทำการซื้อขายกันที่ค่าเกือบ 2500 เลยทีเดียว

 

รูปที่ 3

เมื่อความคิดและความคาดหวังของนักลงทุนเปลี่ยนไป บ่อยครั้งที่จะเกิดขึ้นแบบฉับพลัน ลองมาดูที่รูป 4 เมื่อไหร่ที่ราคาหุ้น Hasbro ขึ้นเหนือแนวต้าน เราจะพบว่ามีการกระโดดของราคาเหนือเส้นแนวต้านนั้นด้วยปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นอย่างมาก

 

รูปที่ 4.

เมื่อนักลงทุนมีความเห็นว่าหุ้น Hasbro ควรจะซื้อขายกันที่ราคาสูงกว่า $20 นักลงทุนจำนวนมากจะยินดีที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ในราคาและปริมาณที่สูงขึ้น ในลักษณะเดียวกัน ผู้ขายที่แต่ก่อนเคยคิดจะขายที่ราคา $20 ก็จะไม่ทำการขายเพราะผู้ขายจะเริ่มเปลี่ยนความคิดว่าราคาควรจะขึ้นไปสูงกว่าราคา $20 เดิม

การคิดเกี่ยวกับแนวต้านและแนวรับจะช่วยให้เรารรับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ควรจะเกิดขึ้นในกราฟของราคา ถ้าเรามองเข้าไปในแนวรับหรือแนวต้าน สิ่งที่ทำให้แนวรับหรือแนวต้านมีการเปลี่ยนไปก็คือพื้นฐานของอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนไปจากความคาดหวังหรือความคิดของนักลงทุน (ตัวอย่างเช่น มีการเปลี่ยนแปลงของรายได้, การบริหาร, คู่แข่ง เป็นต้น) หรืออาจจะเกิดการมุมมองนักลงทุนเอง (เช่นนักลงทุนเห็นว่าจะต้องซื้อหุ้นตัวนี้เพราะว่านักลงทุนเหล่านั้นเห็นว่าราคาน่าจะกำลังขึ้น) สาเหตุของการเปลี่ยนแนวรับและแนวต้านนั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากมายเหมือนกับผลของการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของนักลงทุนที่มีผลต่อระดับราคาใหม่

 

รูปที่ 5. แสดงการกระโดดของราคาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของกิจการ โดยการกระโดดของราคาของหุ้น Snapple นั้นเกิดจากการประกาศผลประกอบการออกมาดีกว่าที่นักลงทุนคาดหวังไว้

 

รูปที่ 5.

แนวรับและแนวต้านมีผลต่อความรู้สึกของนักลงทุนสูงมาก ลองมาดูรูปที่ 6 เราจะพบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ตัดสินใจยากมากของนักลงทุนเมื่อค่าของ DJIA มีค่าประมาณ 3000

 

รูปที่ 6.

อุปสงค์และอุปทาน

ไม่มีอะไรลึกลับเกี่ยวกับแนวรับแนวต้านเลย จริงๆ มันเป็นเรื่องของอุปสงค์และอุปทานธรรมดาเท่านั้น ถ้าเรายังจำเรื่องเศรษฐศาสตร์ที่เราเคยเรียนสมัยมัธยม เมื่อไรที่อุปสงค์และอุปทานมีการตัดกัน ณ จุดใด จุดนั้นจะเป็นจุดราคาสมดุล

โดยเส้นอุปทานจะแสดงปริมาณที่ผู้ขายต้องการที่จะขายในระดับราคาต่างๆกัน เมื่อไรที่ราคาเพิ่มขึ้นปริมาณความต้องการขายหุ้นก็จะเพิ่มขึ้น เพราะว่านักลงทุนต้องการขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ในราคาที่สูงเสมอ

ส่วนเส้นอุปสงค์ แสดงปริมาณหุ้นที่ผู้ซื้อต้องการที่จะซื้อในระดับราคาต่างๆกัน เมื่อไรที่ราคาลดลงปริมาณความต้องการซื้อหุ้นก็จะเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนต้องการซื้อหุ้นในราคาที่ไม่แพงเสมอ

ลองดูรูป 7. แสดงจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายต้องการที่จะซื้อและขาย ตัวอย่างเช่นที่ราคา $42.5 จะมีผู้ซื้อ 10 และจะมีผู้ขาย 25

 

รูปที่ 7.

แนวรับจากรูปกราฟที่ 7 เราจะพบว่าในเส้นอุปทานจะเริ่มที่ราคา $27.5 ราคาจะไม่สามารถต่ำกว่าราคานี้ได้ เพราะจะไม่มีผู้ขายขายหุ้นออกมาที่ราคาต่ำกว่านี้ ส่วนแนวต้านจะเกิดขึ้นที่จุดที่เส้นอุปสงค์ตัดกับแกนราคา ในรูปคือราคา $47.5 ราคาจะไม่สามารถขึ้นได้สูงกว่านี้เพราะว่าจะไม่มีผู้ซื้อซื้อที่ราคาสูงกว่านี้

ในตลาดหุ้นเส้นพวกนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะว่าความคาดหวังของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นราคาของหุ้นที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายพร้อมที่จะตกลงกันจึงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ การกระโดดของราคาเหนือเส้นแนวต้านจะเป็นตัวชี้ว่าเส้นอุปสงค์มีการขยับตัวขึ้นด้านบน ในลักษณะที่ผู้ซื้อยินดีที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ในราคาที่สูงขึ้น และในทางกลับกันนั้น ถ้าราคาทะลุแนวรับแสดงว่าเส้นอุปทานจะเลื่อนลงด้านล่าง

หลักการพื้นฐานของการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคมาจากหลักการของอุปสงค์และอุปทาน โดยกราฟของหุ้นจะเป็นตัวช่วยที่ดีมากๆในการมองข้อมูล

 การทดสอบแนวต้าน/แนวรับหลังจากทะลุแนวไปแล้ว

เมื่อไรก็ตามที่มีการทะลุแนวรับ/แนวต้าน นักลงทุนจะเกิดคำถามขึ้นทันทีเกี่ยวกับระดับราคาหุ้นใหม่ ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการกระโดดของราคาเหนือเส้นแนวต้านแล้ว ผู้ซื้อและผู้ขายจะมีคำถามเกี่ยวกับราคาใหม่ที่ควรจะเป็น โดยจะเกิดปรากฏการณ์ที่ชื่อ “Trader’s remorse” ซึ่งราคาจะกลับมาที่แนวรับ/แนวต้านที่ราคากระโดดข้ามมา

เมื่อพิจารณาการกระโดดราคาของหุ้น Phillip Morris ในรูปที่ 8 เราจะพบว่าหลังจากการกระโดดของราคาจะมีการกลับมาทดสอบที่จะแนวต้านนั้นอีก

 

รูปที่ 8

ในช่วงเวลาที่มีการทดสอบแนวต้านที่เพิ่งผ่านไปนั้นเป็นช่วงที่เลวร้ายสำหรับนักลงทุน ซึ่งจะสามารถเกิดหนึ่งในสองเหตุการณ์ได้ ถ้าความคาดหวังของนักลงทุนคิดว่าราคาใหม่ไม่สามารถอยู่ได้ ราคาจะตกกลับมารูปแบบเดิมก่อนที่จะมีการทะลุแนวต้านไป หรือ ถ้านักลงทุนเห็นว่าราคาใหม่เป็นราคาที่พวกเค้าโอเค ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นใหม่จะสามารถยืนอยู่ในช่วงราคาใหม่ได้

หลังจากการทะลุแนวรับ/แนวต้านไปแล้ว แล้วผลของการคาดหวังของนักลงทุนเห็นว่าราคาหุ้นใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นไม่สามารถอยู่ได้ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “false breakout” ดังในรูปที่ 9. ซึ่งราคาได้ทะลุแนวต้านที่ราคา $67.50 ไปแล้วและหลังจากนั้นราคาหุ้นก็ตกลงมาอยู่ต่ำกว่าแนวต้านซึ่งจุดนี้จะมีผู้ซื้อหลายรายติดดอยอยู่

 

รูปที่ 9

ในรูปที่ 10 มีลักษณะคล้ายๆกัน ซึ่งเป็นกับดับของผู้ขาย เมื่อราคาต่ำกว่าแนวรับซึ่งจะทำให้ผู้มีหุ้นอยู่ทำการขายหุ้นตัวเองทิ้งแล้วหลังจากนั้นก็มีการกลับมายืนเหนือจุดแนวรับเดิมได้ (ดูรูปที่ 10)

 

รูปที่ 10.

แต่ในอีกมุมหนึ่งราคาทะลุแนวต้านแล้วนักลงทุนมองเห็นว่าราคาใหม่เป็นที่ยอมรับ ในกรณีนี้ราคาจะยังคงวิ่งอยู่แนวที่ทะลุ

มา (ราคาจะขึ้นถ้าทะลุแนวต้าน หรือราคาจะลงถ้าทะลุแนวรับ)

 

รูปที่ 11.

สิ่งที่ใช้เป็นหลักในการมองว่าราคาเมื่อทะลุแนวรับ/แนวต้านคือปริมาณการซื้อขายในช่วงเวลาที่ราคาทะลุแนว ถ้าในราคาที่ทะลุแนวต้าน/แนวรับนั้นมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มมากขึ้นและช่วงในการทดสอบมีปริมาณการซื้อขายไม่มากแล้วนั้น จะเป็นสัญญาณให้เห็นว่าราคาใหม่เป็นราคาที่นักลงทุนยอมรับ แต่ในทางกลับกันนั้น ถ้าราคาที่ทะลุแนวมีการซื้อขายไม่มากนักแต่ในช่วงการทดสอบมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น นั้นหมายความว่ามีนักลงทุนจำนวนไม่มากที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงระดับราคา และราคาจะกลับมาสู่ระดับราคาเดิม

 

แนวต้านเปลี่ยนมาเป็นแนวรับ

เมื่อไรที่มีการทะลุแนวต้าน ระดับราคาของแนวต้านนั้นจะเปลี่ยนมาเป็นแนวรับ แล้วในทางกลับกันเมื่อมีการทะลุแนวรับลงมา แนวราคานั้นก็จะเปลี่ยนเป็นแนวต้าน

ตัวอย่างในรูปที่ 12 มีการเปลี่ยนแนวต้านเป็นแนวรับ เมื่อราคาทะลุขึ้นมาเหนือแนวต้านที่ $45.00 และที่ระดับราคา $45.00 ก็จะเปลี่ยนมาเป็นแนวรับแนวใหม่ทันที

ด้วยเหตุที่ว่า ผู้ขายมีการเปลี่ยนแนวความคิดว่าที่ระดับราคาน้อยกว่า $45 จะไม่ขายหุ้นออกไป ซึ่งทำให้เวลาระดับราคามาใกล้ $45 จึงมีการขยับราคาเพิ่มขึ้นทุกครั้ง

 

รูปที่ 12

ในลักษณะเดียวกันถ้าราคาต่ำกว่าแนวรับแล้ว ระดับราคาในแนวรับเดิมจะเปลี่ยนมาเป็นแนวต้านซึ่งจะเป็นระดับราคาที่ยากที่จะทะลุขึ้นไปได้ เมื่อระดับราคาเข้าใกล้แนวต้าน นักลงทุนจะมีความคิดที่จะขายหุ้นนั้นออกมา ดูได้จากรูปที่ 13

 

รูปที่ 13

บทความก่อนหน้านี้ : กราฟกับการเล่นหุ้น
บทความต่อไป : หัดเล่นหุ้นต้องดูเส้นแนวโน้มราคาเป็น

Share →
Read more:
โปรแกรมป้องกันไวรัสฟรี
Close